กระพุ้งแก้มเปื่อย

กระพุ้งแก้มเปื่อย มีสาเหตุมาจากอะไร และรักษาอย่างไร

ปัญหาสุขภาพภายในช่องปากมีด้วยกันหลายอย่าง และการมีแผลภายในปากก็ใช่จะละเลยได้เสมอไป โดยเฉพาะแผลบริเวณกระพุ้งแก้ม เพราะหากปล่อยไว้จนเกิดการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มอาจทำให้กระพุ้งแก้มเปื่อยได้ จนทำให้แก้มบวมเป่ง อาจร้ายแรงถึงขั้นต้องรักษาโดยการผ่าตัด

สาเหตุของการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้ม มีอะไรบ้าง

  • มีแผลในปากการมีแผลในปากสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ และแม้แต่การเผลอกัดกระพุ้งแก้มจนกลายเป็นแผลก็เช่นเดียวกัน หากมีแผลแล้ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เรื้อรังเป็นเวลานาน เพราะอาจลุกลามจนเกิดการติดเชื้อและอักเสบบวมได้
  • เป็นร้อนในแผลร้อนในมักเริ่มจากการมีแผลหรือเป็นตุ่มแดงเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตรงบริเวณริมฝีปากส่วนใน กระพุ้งแก้มหรือบริเวณลิ้น จากนั้นก็จะกลายเป็นสีขาวๆ มีขอบสีแดงนูนบวมออกมา และหากแผลร้อนในเกิดการเรื้อรังก็ย่อมติดเชื้อและอักเสบได้ ที่สำคัญยังมีอาการเจ็บแสบหรือปวดอย่างมากอีกด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน สำหรับสาว ๆ ก่อนประจำเดือนจะมา หรือผู้หญิงตั้งครรภ์ก็มักพบว่ามีอาการร้อนในเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน และโดยปกติแล้ว อาการร้อนในที่เกิดขึ้นในบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มนั้นก็จะหายไปเองได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์

แต่ในบางคนอาจได้รับปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรังต่อได้ เช่น การนอนดึกบ่อย ๆ ความเครียด สูบบุหรี่ จนทำให้แผลร้อนในลุกลามอักเสบ ติดเชื้อและมีอาการบวมนูนขึ้นได้ในที่สุด

  • ปัญหาสุขภาพภายในช่องปากหากผู้ป่วยมีอาการฟันผุเรื้อรัง หรือเกิดการระคายเคืองจากฟันที่มีลักษณะแหลมคม โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาฟันแตก ฟันบิ่นหรือขอบฟันคมก็อาจทำให้เกิดการบาดเนื้อเยื่อภายในช่องปากได้
  • มีพฤติกรรมการกินในแบบผิด ๆการกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดอยู่บ่อย ๆ มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวบริเวณกระพุ้งแก้มขึ้นได้

เช่นเดียวกันหากได้รับความร้อนจากควันบุหรี่ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ก็ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดการระคายเคืองดังกล่าว หากยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็อาจจะทำให้เนื้อเยื่อมีการเปลี่ยนแปลงจนกลายมาเป็นเซลล์มะเร็งได้

  • โรคเบาหวานเพราะผู้ป่วยเบาหวานมักมีอาการติดเชื้อง่ายและเป็นแผลง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งอาการแผลภายในช่องปากก็มักพบในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานค่อนข้างบ่อย เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการปากแห้ง ลิ้นอักเสบ ติดเชื้อราภายในช่องปาก หากจัดฟันหรือใส่ฟันปลอมก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการมีแผลและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

กระพุ้งแก้มเปื่อย ต้องรักษายังไง

ปัจจัยเสี่ยงแผลร้อนในไม่หายสักที เป็นเหตุให้เกิดกระพุ้งแก้มเปื่อย

  • กระพุ้งแก้ม ลิ้น เสียดสีกับเหล็กดัดฟันหรือฟันปลอมบ่อยครั้ง
  • นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • กัดริมฝีปากหรือลิ้นของตนเองขณะเคี้ยวอาหาร
  • ขาดวิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะวิตามินบีและธาตุเหล็ก
  • เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดวิตามินและเกลือแร่
    มีประวัติคนในครอบครัวเป็นแผลร้อนใน
  • ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • มีปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด
  • แพ้สารบางชนิดในยาสีฟันหรือมีแผลจากการแปรงฟัน

วิธีรักษาแผลในปาก เพื่อไม่ให้เกิดกระพุ้งแก้มเปื่อย

  • ล้างปากโดยใช้น้ำเกลือและเบกกิ้งโซดา หรือใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม
  • ใช้เบกกิ้งโซดาทาบริเวณแผลในปาก
  • ประคบน้ำแข็งบริเวณที่เป็นแผลในปาก
  • รับประทานอาหารเสริมที่มีกรดโฟลิค วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และสังกะสี ในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  • แปรงฟันโดยใช้แปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม และใช้ยาสีฟันที่ไม่มีฟอง โดยต้องไม่ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียมลอริลซัลเฟต
  • ใช้สมุนไพรบำบัดและวิธีการรักษาทางธรรมชาติ เช่น ชาดอกคาโมมายล์ เอ็กไคนาเชีย มดยอบ และรากชะเอม เป็นต้น โดยศึกษาวิธีการ ปริมาณ และความปลอดภัยให้ดีก่อนเสมอ
  • ระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ โดยควรรับประทานอาหารอ่อนและอาหารที่มีสารโภชนาการครบถ้วน ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือมีรสเค็ม รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกขนมกรุบกรอบ อาหารและเครื่องดื่มที่มีกรดมาก และไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง
  • ใช้หลอดเมื่อต้องดื่มน้ำเย็น

บทสรุป

กระพุ้งแก้มเปื่อย เป็นโรคที่เกิดจากการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากไม่ดี และการมีแผลในช่องปาก โดยเฉพาะบริเวณกระพุ้งแก้ม เพราะหากดูแลไม่ดีหรือปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มทำให้กระพุ้งแก้มเปื่อยได้

กระพุ้งแก้มเป็นตุ่ม

กระพุ้งแก้มเป็นตุ่ม เกิดจากสาเหตุอะไร ไปดูกันเลย!!

หลาย ๆ คนคงมีปัญหาสุขภาพในช่องปาก โดยเฉพาะการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้ม ที่บางเคสเกิดขึ้นแล้วก็มีอาการที่รุนแรงถึงขั้นกระพุ้งแก้มบวมตุ่ย มีอาการอักเสบ และทำท่าว่าจะไม่ยุบตัวลงง่าย ๆ จนอาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แผลในปากเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยมักพบได้บ่อยในวัยรุ่น และมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แม้ว่าสาเหตุของการเกิดแผลในปากหรือแผลร้อนในจะยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจกระตุ้นให้เกิดแผลในปากได้

สาเหตุ กระพุ้งแก้มเป็นตุ่ม

  1. การบาดเจ็บที่ปาก ซึ่งอาจเกิดจากการแปรงฟันแรงเกินไป การกัดปากโดยไม่ได้ตั้งใจ การทำฟัน หรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  2. การใช้ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนประกอบของสารโซเดียมลอริลซัลเฟต
  3. การขาดวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามินบี 12 สังกะสี กรดโฟเลต และธาตุเหล็ก เป็นต้น
  4. การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น ไข่ ถั่ว ชีส ช็อกโกแลต กาแฟ อาหารที่มีรสชาติเผ็ด รวมถึงผลไม้ที่มีกรดมากอย่างสับปะรด สตรอเบอร์รี่ มะนาว และส้ม เป็นต้น
  5. การติดเชื้อไวรัส เชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียอย่างเชื้อเอชไพโลไร
  6. โรคหรือการเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคเบาหวาน ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โรคเอดส์ โรคเซลิแอคซึ่งเป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อกลูเตน และโรคเบเซ็ทซึ่งเป็นโรคที่เกิดการอักเสบขึ้นทั่วร่างกาย เป็นต้น
  7. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงที่มีประจำเดือน
  8. ตุ่มบริเวณกระพุ้งแก้ม อาจเกิดจากการมีเลือดคั่งอยู่ภายใต้เยื่อบุของ กระพุ้งแก้ม ซึ่งเกิดจากการมีอุบัติเหตุไปกัดโดนดังกล่าว หรืออาจเป็นแผลที่เกิดจากการกัดโดนและกำลังอยู่ในกระบวนการซ่อมแซมของแผล จึงทำให้คลำได้รู้สึกนูนและเจ็บได้ นอกจากนี้ อาจเกิดจากเป็นเนื้องอกชนิด irritation fibroma (focal fibrous hyperplasia หรือ epulis fissuratum) ซึ่งเป็นต่มเนื้อที่เกิดจากเยื่อบุในช่องปากถูกเสียดสีบ่อย ๆ เช่น จากฟันปลอมที่หลวม เหล็กจัดฟันที่ใส่ไม่พอดี มีฟันที่หักอยู่ หรือเป็นเนื้องอกชนิดอื่น ๆ เช่น Fordyce spot, fibroid epulis, granula cell tumor, squamous papilloma, hemangioma (เนื้องอกเส้นเลือด)
  9. หูดในช่องปาก เกิดจากการติดเชื้อ human papilloma virus ซึ่งติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ปาก โดยจะเห็นเป็นติ่งเนื้อนุ่ม ๆ สีชมพูหรือสีเนื้อ ผิวขรุขระ อาจพบจุดเดียวหรือหลายจุด แต่มักไม่มีอาการเจ็บหรือปวด
  10. เป็นซีสต์ อาจเป็น odontogenic cyst ชนิดต่าง ๆ เช่น radicular cyst, calcifying odontogenic cyst, dentigerous cyst, odontogenic keratocyst, gingival cyst เป็นต้น และซีสต์ชนิดอื่น ๆ เช่น dermoid cyst, palatine cyst nasolabial cyst เป็นต้น
  11. ก้อนมะเร็ง เช่น sqaumous cell carcinoma แต่พบได้น้อยมากในคนอายุน้อย และก้อนมะเร็งมักโตเร็ว และทำให้มีอาการปวดรุนแรง

แนะนำว่าหากยังคงคลำได้เป็นตุ่มก้อนนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจค่ะ

กระพุ้งแก้มเป็นตุ่ม รักษายังไง

ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดแผลในปาก

โดยทั่วไปแล้ว แผลในปากจะสามารถหายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์โดยไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม อาจบรรเทาอาการของแผลในปากได้ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

  1. ล้างปากโดยใช้น้ำเกลือและเบกกิ้งโซดา หรือใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม
  2. ใช้ยามิลค์ออฟแมกนีเซียบริเวณที่เกิดแผลในปาก
  3. ใช้เบกกิ้งโซดาทาบริเวณแผลในปาก
  4. ประคบน้ำแข็งบริเวณที่เป็นแผลในปาก
  5. ใช้ยาชาเฉพาะที่ที่หาซื้อได้ด้วยตนเองภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร อย่างยาไซโลเคน
  6. ระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ โดยควรรับประทานอาหารอ่อนและอาหารที่มีสารโภชนาการครบถ้วน ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือมีรสเค็ม รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกขนมกรุบกรอบ อาหารและเครื่องดื่มที่มีกรดมาก และไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง
  7. รับประทานอาหารเสริมที่มีกรดโฟลิค วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และสังกะสี ในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  8. ใช้หลอดเมื่อต้องดื่มน้ำเย็น
  9. นำถุงชาที่ชุ่มน้ำแปะตรงบริเวณที่เป็นแผล
  10. แปรงฟันโดยใช้แปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม และใช้ยาสีฟันที่ไม่มีฟอง โดยต้องไม่ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียมลอริลซัลเฟต
  11. ใช้สมุนไพรบำบัดและวิธีการรักษาทางธรรมชาติ เช่น ชาดอกคาโมมายล์ เอ็กไคนาเชีย มดยอบ และรากชะเอม เป็นต้น โดยศึกษาวิธีการ ปริมาณ และความปลอดภัยให้ดีก่อนเสมอ
กระพุ้งแก้มอักเสบ

กระพุ้งแก้มอักเสบ เกิดจากสาเหตุอะไร ไปดูกันเลย

ปัญหาสุขภาพภายในช่องปากมีด้วยกันหลายอย่าง และการมีแผลภายในปากก็ใช่จะละเลยได้เสมอไป โดยเฉพาะแผลบริเวณกระพุ้งแก้ม เพราะหากปล่อยไว้จนเกิดการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มจนทำให้แก้มบวมเป่ง อาจร้ายแรงถึงขั้นต้องรักษาโดยการผ่าตัด ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้มีอาการรุนแรงไปมากกว่าเดิม

  1. แผลในปาก

โดยไม่ว่าจะเกิดจากการที่เผลอไปกัดเข้าที่กระพุ้งแก้มจนเกิดเป็นแผล หรือเกิดแผลที่กระพุ้งแก้มด้วยสาเหตุอื่น ๆ ทว่าหากเราไม่รีบรักษาให้หาย ปล่อยให้เป็นแผลเรื้อรังอยู่นาน ๆ ก็อาจลุกลามใหญ่โตจนกลายเป็นการติดเชื้อได้ และเกิดการอักเสบจนกระพุ้งแก้มมีอาการปวดบวมได้

  1. อาการร้อนใน

คนที่เป็นแผลร้อนในเริ่มแรกจะมีแผลหรือตุ่มแดงเล็ก ๆ ขึ้นมาในริมฝีปากด้านใน กระพุ้งแก้ม หรือบริเวณลิ้น จากนั้นตุ่มแดง ๆ จะกลายเป็นเม็ดสีขาวมีขอบสีแดงนูนออกมา มีอาการบวม และกลายเป็นแผลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 มม. หรือหากแผลร้อนในเรื้อรังอาจเกิดอาการติดเชื้อและอักเสบขึ้นได้เช่นกัน

  1. การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของสาว ๆ

ผู้หญิงช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือผู้หญิงตั้งครรภ์ มักจะมีอาการร้อนในเกิดขึ้นได้ด้วยนะคะ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการร้อนในบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มก็จะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในบางคนอาจมีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรังได้ เช่น สูบบุหรี่ เครียด หรือนอนดึกเป็นประจำ แผลร้อนในนั้นก็อาจลุกลามเป็นแผลอักเสบติดเชื้อและเกิดอาการบวมได้

กระพุ้งแก้มอักเสบ รักษายังไง

แนะนำบทความยอดนิยม ปลูกผมถาวร จากเว็บไซต์ Rattinan.com

  1. การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนจัดบ่อย ๆ

เนื่องจากความร้อนที่มาจากอาหาร ควันบุหรี่ และแอลกอฮอล์ จะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณกระพุ้งแก้มได้ และเมื่อถูกระคายเคืองอยู่เป็นประจำอาจทำให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และอาจทำให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ด้วย

  1. การกินหมากพลู

ในหมากพลูจะมีสารก่อมะเร็ง ซึ่งผู้ที่กินหมากและอมหมากไว้ที่กระพุ้งแก้มเป็นประจำจะเกิดการระคายเคืองจากความแข็งของหมากที่เคี้ยว และก็อาจทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

  1. สุขภาพในช่องปากบกพร่อง

อาการฟันผุเรื้อรัง รวมถึงการระคายเคืองจากฟันที่แหลมคม ผู้ที่มีฟันแตก ฟันบิ่น ขอบฟันที่คมอาจจะบาดเนื้อเยื่อในช่องปาก โดยเฉพาะกระพุ้งแก้มและลิ้น ทำให้เป็นแผลเรื้อรังอยู่นาน ๆ และแผลนั้นอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งบวมนูนขึ้นมาได้

  1. เป็นสิงห์อมควัน และชอบร่ำสุรา

ข้อมูลจากชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย เผยว่า ประมาณ 90% ของผู้ป่วยมะเร็งในช่องปาก จะเป็นผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มสุรา ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่และดื่มสุราถึง 15 เท่า และโรคมะเร็งในช่องปากก็สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นลิ้น กระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก เหงือก พื้นปากใต้ลิ้น ลิ้นไก่ หรือเพดานปากเลยนะ

  1. เหตุเกิดเพราะโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักมีอาการติดเชื้อได้ง่าย เป็นแผลได้ง่าย และอาการแผลในช่องปากก็พบได้บ่อย โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปากแห้ง ลิ้นอักเสบ หรือติดเชื้อราในปาก ซึ่งหากจัดฟัน หรือใส่ฟันปลอมก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลและติดเชื้อในปากเพิ่มขึ้นด้วยนะคะ

นอกจากนี้หากเกิดแผลที่กระพุ้งแก้มหรือบริเวณอื่น ๆ ในช่องปากแล้ว ความที่ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานสูญเสียสมดุลของระดับน้ำตาล การไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ รวมทั้งระดับเม็ดเลือดขาวก็ลดลง เหตุผลทั้งหมดนี้อาจส่งผลให้แผลในปากเรื้อรัง มีอาการบวม เกิดฝี หรือหนองได้ง่ายขึ้นด้วย

  1. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

หรือที่รู้จักกันในชื่อว่าโรคเอดส์ มักจะตรวจเจอว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติในช่องปาก ทั้งการเป็นแผลในปากชนิดเรื้อรัง การมีเนื้องอกในช่องปาก โรคปริทันต์ที่มีความรุนแรงกว่าบุคคลอื่น ๆ หรือบางคนอาจมีอาการมะเร็งในช่องปากเกิดขึ้นด้วย ซึ่งโดยมากแล้วภาวะติดเชื้อที่เกิดกับผู้ป่วยโรคเอดส์ก็จะหายได้ยาก เนื่องจากมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจึงทำให้ร่างกายต้านทานเชื้อต่าง ๆ ได้ยากกว่าปกตินั่นเอง

กระพุ้งแก้มบวม

เคล็ดลับการรักษา กระพุ้งแก้มบวม มีขั้นตอนอย่างไร

กระพุ้งแก้มบวม  เป็นปัญหาสุขภาพทางช่องมากที่มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา มีอาการที่รุนแรงถึงขั้นกระพุ้งแก้มบวม มีอาการอักเสบ และทำท่าว่าจะไม่ยุบตัวลงง่าย ๆ จนอาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดอาจเป็นอันตรายได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก หากเกิดอาการดังกล่าวขึ้น ควรศึกษาหาข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาต่อไป ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน หากล่าช้าอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

มีแผลในปาก การมีแผลในปากสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ และแม้แต่การเผลอกัดกระพุ้งแก้มจนกลายเป็นแผลก็เช่นเดียวกัน หากมีแผลแล้ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เรื้อรังเป็นเวลานาน เพราะอาจลุกลามจนเกิดการติดเชื้อและอักเสบบวมได้

สาเหตุการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้ม

  1. เป็นร้อนใน แผลร้อนในมักเริ่มจากการมีแผลหรือเป็นตุ่มแดงเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตรงบริเวณริมฝีปากส่วนใน กระพุ้งแก้มหรือบริเวณลิ้น จากนั้นก็จะกลายเป็นสีขาว ๆ มีขอบสีแดงนูนบวมออกมา ซึ่งจะเป็นแผลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๆ 3 มม. และหากแผลร้อนในเกิดการเรื้อรังก็ย่อมติดเชื้อและอักเสบได้ ที่สำคัญยังมีอาการเจ็บแสบหรือปวดอย่างมากอีกด้วย
  2. ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง สำหรับสาว ๆ ก่อนที่จะมีประจำเดือนมาหรือผู้หญิงตั้งครรภ์ก็มักพบว่ามีอาการร้อนในเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน และโดยปกติแล้ว อาการร้อนในที่เกิดขึ้นในบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มนั้นก็จะหายไปเองได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ในบางคนอาจได้รับปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรังต่อได้ เช่น การนอนดึกบ่อย ๆ ความเครียด สูบบุหรี่ จนทำให้แผลร้อนในลุกลามอักเสบ ติดเชื้อและมีอาการบวมนูนขึ้นได้ในที่สุด
  3. ปัญหาสุขภาพภายในช่องปาก หากผู้ป่วยมีอาการฟันผุเรื้อรัง หรือเกิดการระคายเคืองจากฟันที่มีลักษณะแหลมคม โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาฟันแตก ฟันบิ่นหรือขอบฟันคมก็อาจทำให้เกิดการบาดเนื้อเยื่อภายในช่องปากได้ จนทำให้เกิดเป็นแผลเรื้อรังเป็นเวลานานและแผลนั้นก็จะส่งผลทำให้กลายมาเป็นเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะบวมเป่งขึ้นได้ในที่สุด
  4. มีพฤติกรรมการกินในแบบผิด ๆ การกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดอยู่บ่อยๆ มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวบริเวณกระพุ้งแก้มขึ้นได้ และเช่นเดียวกันหากได้รับความร้อนจากควันบุหรี่ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ก็ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดการระคายเคืองดังกล่าว หากยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็อาจจะทำให้เนื้อเยื่อมีการเปลี่ยนแปลงจนกลายมาเป็นเซลล์มะเร็งได้ด้วย

กระพุ้งแก้มบวม ต้องรักษายังไง

ดูแลบรรเทาอาการ

  1. แปรงฟันให้สะอาดสม่ำเสมออย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ตามร่องฟันด้วย
  2. ใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย
  3. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก น้ำเปล่าจะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ซึ่งจะช่วยฆ่าแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุของอาการ
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือการสูบบุหรี่
  5. ใช้แผ่นประคบร้อนวางบนใบหน้าบริเวณที่เหงือกบวมและมีอาการปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดอาการบวม
  6. หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการปวด บวมมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์ค่ะ เพื่อตรวจและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

เคล็ดลับจบปัญหากระพุ้งแก้มบวม

  1. หลีกเลี่ยงการทานของแข็ง เช่น อาหารประเภททอด เพราะอาจทิ่มแทงเยื่อบุช่องปากทำให้อักเสบมากขึ้นได้
  2. หลีกเลี่ยงการทานอาหารเผ็ดร้อน เพื่อป้องกันแผลในช่องปากอักเสบเพิ่มขึ้น
  3. ควรใช้น้ำเกลือบ้วนปาก วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้สะอาด
  4. ดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้น อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
  5. ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี และซีสูง
  6. กรณีที่มีอาการปวด ให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ หรือดื่มน้ำเย็น ๆ
  7. หมั่นทายาบริเวณที่เป็นแผล เพื่อให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น

วิธีป้องกันและปฏิบัติตน

การดูแลสุขภาพร่างกายโดยทั่วไป โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ ๕ หมู่ การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การงดสูบบุหรี่ การใช้ยาเส้นยาสูบ หมาก น้ำยาบ้วนปาก ต่าง ๆ มีผลต่อสุขภาพที่ดีของเนื้อเยื่อในช่องปากร่วมกับการดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีอยู่เสมอไม่ให้มีฟันผุหรือเหงือกอักเสบ โดยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน ถ้าใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ต้องล้างทำความสะอาดฟันเทียมและถอดแช่น้ำไว้โดยไม่ใส่ฟันช่วงเวลานอนหลับ เหล่านี้จะช่วยให้เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากมีความแข็งแรง ลดโอกาสเกิดความรุนแรงหรือความผิดปกติดังที่กล่าวมาแล้ว

เมื่อท่านรู้สึกมีความผิดปกติในช่องปาก มีอาการเจ็บปวดหรือแสบร้อน มีแผลเรื้อรังในช่องปาก แนะนำให้ท่านไปพบทันตแพทย์หรือทันตแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ช่องปาก เพื่อตรวจดูความผิดปกตินั้น และรับการรักษาที่เหมาะสมเพราะการมีแผลเรื้อรังในช่องปากอาจมีโอกาสเกิดมะเร็งช่องปากได้ ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยซื้อยามาทาเอง เพราะความผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก มิได้เป็นแผลร้อนในชนิดเดียว อาจเป็นโรคหรือความผิดปกติอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

กระพุ้งแก้มภาษาอังกฤษ

กระพุ้งแก้มภาษาอังกฤษ ใครที่เหมาะสำหรับการผ่าตัด และแบบไหนไม่ควรทำ

กระพุ้งแก้มภาษาอังกฤษ (Cheek bulge) ในปัจจุบันปัญหากระพุ้งแก้มใหญ่เป็นปัญหาสำหรับสาว  ๆ  เพราะการมีกระพุ้งแก้มที่ใหญ่ทำให้สาว  ๆ  ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าจะออกไปไหนที่มีคนมากหน้าหลายตาคอยจ้องอยู่ และสาว  ๆ  ที่มีปัญหาเหล่านั้นก็อยากที่จะทำการผ่าตัดกระพุ้งแก้มเพื่อให้ใบหน้ามีสัดส่วนมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถผ่าตัดกระพุ้งแก้มได้ บางคนมีโรคประจำตัวบางโรคก็ไม่สามารถผ่าตัดกระพุ้งแก้มได้ วันนี้เราจะพาคุณมาดูว่าหน้าแบบไหนควรผ่าตัดกระพุ้งแก้มและหน้าแบบไหนไม่ควรตัดกระพุ้งแก้ม พร้อมแล้วเราไปดูกันเลยค่ะ

หน้าแบบไหนควรผ่าตัดกระพุ้งแก้มได้

  1. สาวหน้ากลม

สาวหน้ากลมจะมีบริเวณแก้มมากกว่าหน้าแบบอื่น ๆ และก็ขนาดความกว้างและความยาวของหน้าก็แทบจะเท่ากันเลยค่ะ บอกเลยว่าสาวหน้ากลมนั้นน่าตัดไขมันกระพุ้งแก้มสูงที่สุด เพราะว่าส่วนมากแล้วสาวหน้ากลมจะมีไขมันสะสมที่บริเวณกระพุ้งแก้มอยู่เยอะ ทำให้ดูมีแก้มเยอะแล้วก็ทำให้หน้าดูกลมนั้นเอง ดังนี้สาวหน้ากลมส่วนใหญ่จะมีปัญหาทั้งการแต่งหน้าแล้วก็ทำผม เพราะว่าถ้าทำผมเปิดหน้ามากจนเกินไปหน้าก็จะดูใหญ่มากอีกด้วย การตัดไขมันกระพุ้งแก้มก็เลยเป็นส่วนหนึ่งที่สาวหน้ากลมควรจะทำเพื่อให้หน้าเรียวสวยเพิ่มขึ้น

  1. สาวหน้าเหลี่ยม

สาวหน้าเหลี่ยมนั้นจะมีช่วงกรามที่กว้างเห็นชัดเจน ทั้งความกว้างของกรามและก็หน้าผากก็มีความกว้างที่เท่ากันอีกด้วย สาวที่มีบริเวณใบหน้าเหลี่ยมนั้นควรจะตัดไขมันกระพุ้งแก้ม เพราะว่าบริเวณใบหน้าช่วงกรามที่มีความกว้างชัดเจนทำให้หน้านั้นดูใหญ่ ไม่เรียวสวย เพราะฉะนั้นการตัดกระพุ้งแก้มและก็ Botox กรามเพื่อลดความกว้างของกรามควบคู่ก็ดูเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้หญิงควรจะทำกัน

กระพุ้งแก้มภาษาอังกฤษ ใครเหมาะสำหรับผ่าตัด

หน้าแบบไหนไม่ควรตัดกระพุ้งแก้ม

  1. สวาหน้ายาว

สาวหน้ายาวเป็นสาวที่หน้าคล้ายกับสาวหน้ารีที่สุดแล้ว หากสาวคนไหนไม่มั่นใจว่ามีหน้าแบบไหนทดลองวัดดูได้จากความกว้างของหน้าจะแคบ และความยาวของหน้าจะเยอะมากกว่าปกติ พิจารณาได้จากสาวหน้ายาวจะมีคางและหน้าผากยาวกว่าสาวหน้าอื่น ๆ อยู่เล็กน้อยค่ะ ก็ต้องบอกว่าสาวหน้ายาวนั้น มีโอกาสน้อยมากที่ต้องตัดไขมันกระพุ้งแก้มเพราะว่าด้วยรูปหน้าที่ยาวอยู่แล้ว การตัดไขมันกระพุ้งแก้มจะมีผลให้แก้มของสาว ๆ นั้นยุบลง และอาจส่งผลให้หน้าดูแก่มากกว่าหน้าดูเรียวสวยนะคะ สรุปแล้วสาวหน้ายาวไม่ควรตัดกระพุ้งแก้มค่ะ

  1. สาวหน้ารูปไข่

สาวหน้ารีหรือหน้ารูปหน้ารูปไข่เป็นหน้าที่เพอร์เฟคที่สุดแล้ว เนื่องจากด้วยความกว้างหน้าผากที่กว้างพอดีและรับกับคางที่เรียวแล้ว ทำให้สาวหน้ารีหรือหน้ารูปไข่นั้น ไม่ว่าจะทำผมหรือแต่งหน้าทาปากแบบไหนก็ดูจะเพอร์เฟคไปทั้งหมดทุกอย่าง ดังนั้นสาวหน้ารีหรือหน้ารูปไข่ควรจะรักษารูปหน้าแบบนี้ต่อไปจะดีที่สุดค่ะ

  1. สาวหน้ารูปหัวใจ

สาวหน้าหัวใจนั้นจะมีช่วงหน้าผากที่กว้าง แล้วก็ช่วงคางที่แคบบวกกับไรผมที่ดูเป็นรูปหัวใจดูมีเสน่ห์แล้ว สาวหน้าหัวใจจึงไม่ควรตัดไขมันกระพุ้งเป็นอย่างมาก เพราะว่าสาวหน้าหัวใจมีคางที่เรียวแหลมอยู่แล้ว การตัดไขมันกระพุ้งแก้มจะยิ่งเป็นการทำให้แก้มเล็กลง ทำให้หน้าดูตอบและก็อาจจะส่งผลให้ดูเหมือนมนุษย์ต่างดาวได้ค่ะจะหาว่าไม่เตือนนะคะเพราะสาวหน้ารูปหัวใจหน้าสวยอยู่แล้วไม่ต้องไปทำให้เจ็บตัวแถมยังออกมาไม่ดีอีกด้วย

ข้อควรรู้ก่อนตัดไขมันกระพุ้งแก้ม

  • คนไข้ที่มารักษาควรจะมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
  • การผ่าตัดจะต้องทำโดยหมอที่มีความชำนาญแล้วก็มีประสบการณ์สูงเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และป้องกันความเสี่ยงที่จะไปกระทบเส้นประสาทอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

การเตรียมตัวก่อนตัดไขมันกระพุ้งแก้ม

  • งดสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 อาทิตย์
  • งดกินยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก่อน 2 อาทิตย์ เพราะอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว แล้วก็ประวัติการผ่าตัดให้หมอทราบอย่างละเอียด
  • ถ้าหากป่วยด้วยหวัด มีอาการไอ ให้งดผ่าตัดช่วงดังกล่าว
  • งดแต่งหน้าทาปากในวันรับการผ่าตัด
  • สวมเสื้อเชิ้ตติดกระดุมแบบหละหลวม ๆ มาในวันผ่าตัด
  • ทำความสะอาดช่องปากให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด

ขั้นตอนการตัดไขมันกระพุ้งแก้ม

หมอจะเปิดแผลที่ด้านในกระพุ้งแก้มด้วยเครื่องมือพิเศษผ่านลึกลงไปเพื่อเจอกลุ่มก้อนไขมัน แล้วหลังจากนั้นหมอก็จะค่อย ๆ ดึงแล้วก็เลาะไขมันออก เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็ทำการเย็บปิดแผล ใช้เวลารักษาประมาณ 30 นาที ถ้าเกิดว่าไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ หมอก็จะให้กลับบ้านได้

การดูแลตัวเองภายหลังการผ่าตัดไขมันกระพุ้งแก้ม

  • ประคบเย็นบริเวณกระพุ้งแก้มทั้งสองข้าง แล้วก็อมน้ำแข็ง ในช่วง 2 วันแรกหลังการผ่าตัด
  • หลังทำครบ 3 วันไปแล้วให้ประคบอุ่นเพื่อลดอาการบวม
  • หมั่นบ้วนปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำที่สะอาดเป็นประจำเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • สามารถกินอาหารได้ตามปกติ ยกเว้น อาหารเผ็ด อาหารร้อน และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในช่วงอาทิตย์แรกหลังการผ่าตัด
  • บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากหรือน้ำที่สะอาดทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันเศษอาหารติดที่ไหมเย็บแผล
  • กินยาที่ได้รับให้ครบตามที่หมอสั่ง

การผ่าตัดกระพุ้งแก้มหากไม่จำเป็นหรือมีหน้าที่สวยแล้วไม่ควรทำเพราะจะทำให้หน้าของคุณเสียรูปทรงได้ แต่คนที่มีปัญหาใบหน้าไม่เป็นรูป มีใบหน้าที่กว้างและใหญ่การผ่าตัดกระพุ้งแก้มสามารถช่วยปรับใบหน้าของคุณให้ดูดีได้ การผ่าตัดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือเหมาะกับคนที่มีใบหน้าที่ไม่ได้รูป ข้อเสียก็คือ ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีใบหน้าที่เข้ารูปอยู่แล้วค่ะ

กระพุ้งแก้มลอก

กระพุ้งแก้มลอก เกิดจากอะไร มีิธีการดูแลช่องปากอย่างไรบ้าง

หลาย ๆ ครั้งการทำความสะอาดฟันและก็ช่องปากเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราจำเป็นต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ด้วยสุขภาพในช่องปากนั้นสำคัญ บ่งบอกบุคลิกของเราได้ด้วย ผู้ที่มีกลิ่นปาก ฟันเหลืองมีคราบฟัน เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม ทุกคนต่างก็ต้องการมีสุขภาพช่องปากที่ดี ที่ไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ฟันขาวดูสะอาด ชวนมอง น่าอยู่ใกล้พูดคุยด้วย จึงมักจะสรรหาตัวช่วยดี ๆ เพื่อดับกลิ่นปาก คราบสิ่งสกปรก เช่นน้ำยาบ้วนปาก ใช้แล้วมีกลิ่นหอมทันที รู้สึกสะอาดทั่วปาก แต่ทางการแพทย์มีการเตือนว่าน้ำยาบ้วนปากมีอันตรายต่อร่างกายนะคะ แต่ว่าถ้าหากพวกเราใช้อย่างถูกวิธีก็ทำให้ปากเราไม่มีกลิ่นได้ค่ะ

อันตรายจากการใช้น้ำยาบ้วนปากไม่ถูกต้อง

  1. ห้ามใช้น้ำยาบ้วนปากแทนการแปรงฟัน เพราะว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นเพียงแค่เพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นให้กับช่องปากเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ว่าคราบจุลินทรีย์ เศษอาหาร และอื่น ๆ ยังคงอยู่ตามซอกเหงือกซอกฟัน รวมถึงกระพุ้งแก้มลอก ลิ้น และอื่น ๆ ดังนั้นควรที่จะใช้น้ำยาบ้วนปากเพิ่มเติมหลังจากแปรงฟัน แล้วเท่านั้น (ถ้าเกิดไม่อาจจะแปรงฟันได้ ควรที่จะใช้ไหมขัดฟัน แล้วก็ต่อด้วยน้ำยาบ้วนปากก็ได้)
  2. น้ำยาบ้วนปาก ไม่อาจจะรักษาอาการต่าง ๆ ของโรคในช่องปากได้ หลายท่านอาจใช้ในการอมไว้รอบ ๆ เหงือก หรือจุดที่มีฟันผุ เพื่อหวังจะช่วยลดอาการเหงือกบวมอักเสบ หรือรักษาฟันผุได้ รวมถึงอาการเสียวฟัน ที่แม้ว่าน้ำยาบ้วนปากจะมีส่วนผสมที่ช่วยในเรื่องของอาการเสียวฟัน แต่ถ้าเกิดเป็นอาการเสียวฟันที่มีต้นเหตุมาจากคอฟันสึก แล้วเราใช้น้ำยาบ้วนปากช่วย แล้วเพิกเฉยต่ออาการดังกล่าว อาจจะส่งผลให้เราไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธีจากหมอ แล้วก็อาการคอฟันสึกก็แย่ลง ไม่อุดคอฟัน จนทำให้คอฟันสึกลึกลงไปถึงโพรงประสาทฟัน จนปวดฟัน แล้วต้องเปลี่ยนไปรักษารากฟันแทนการอุดคอฟันที่รักษาง่ายกว่า หรือหากเป็นโรคปริทันต์อักเสบ น้ำยาบ้วนปากก็ไม่ได้ช่วยรักษาโรคจากต้นเหตุจริง ๆ ถ้าหากปล่อยไว้อาจส่งผลให้เราเพิกเฉยต่อโรคจนมีอาการหนักเพิ่มมากขึ้น
  3. ถ้าเกิดใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อยเกินไป บางทีอาจเข้าไปทำลายเชื้อแบคทีเรียดี ๆ ที่อาศัยอยู่ในปาก แล้วก็อาจจะส่งผลให้กำเนิดเชื้อราด้านในปากตามมาภายหลังได้ ยิ่งกว่านั้นยังอาจจะเป็นผลให้ฟันเกิดคราบหินปูนได้ง่าย ตุ่มรับรสชาติจากลิ้นเพี้ยนไป รวมทั้งสีเคลือบผิวฟันเปลี่ยน และยังทำให้กระพุ้งแก้มลอกได้อีกด้วย
  4. ถ้าเลือกใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือกรดแรงจนเกินไป อาจทำให้เยื่อบุภายในช่องปากระคายเคือง ผิวฟันบางลง จนอาจส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันตามมา

กระพุ้งแก้มลอก ต้องรักษายังไง

วิธีการใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างถูกวิธี

น้ำยาบ้วนปากมีหลายแบบเหมือนยาสีฟันค่ะ หลายสูตร หลายส่วนผสม แต่ว่าควรที่จะเลือกที่ไม่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ หรือมีน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องปาก และยังอาจทำให้แสบช่องปากอีกด้วย นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังส่วนผสมที่เป็นกรด ที่อาจทำให้ผิวฟันกร่อน เคลือบฟันบางลง แล้วก็บางทีอาจเกิดอาการเสียวฟันตามมาได้ น้ำยาบ้วนปากเราจะใช้เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับในการกำจัดสิ่งสกปรก ในบริเวณที่การแปรงฟันหรือไหมขัดฟันเข้าไม่ถึง แต่ก็ไม่อาจจะนำมาใช้รักษาสุขภาพช่องปากเป็นหลักเพียงอย่างเดียวได้ การใช้น้ำยาบ้วนปากสามารถใช้ได้ทั้งก่อนและหลังแปรงฟัน และเวลาใช้ควรจะกลั้วให้ทั่วปากแล้วอมทิ้งเอาไว้ประมาณ 30-60 วินาที ไม่ควรนานเกิน 1 นาที แต่หากทิ้งเอาไว้น้อยกว่า 30 นาทีอาจจะไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ และไม่จำเป็นที่จะต้องบ้วนน้ำเปล่าตามหลังการใช้น้ำยาบ้วนปาก น้ำยาบ้วนปาก ช่วยทำให้ช่องปากของเราหอมสดชื่น แต่ไม่ได้ช่วยรักษาโรค และอาการผิดปกติต่าง ๆ ในช่องปากแต่อย่างใด ถ้ามีอาการเหงือกบวมอักเสบ ฟันผุ มีแผลในช่องปาก เหงือกร่น กระพุ้งแก้มลอก หรือปัญหาอื่น ๆ ควรจะไปพบหมอฟัน และควรจะพบหมอฟันเพื่อตรวจสุขภาพฟันทุก ๆ 6 เดือนค่ะ

การรักษาช่องปากให้ไม่มีกลิ่นทำได้ดังนี้

1.รักษาความสะอาดในช่องปากอย่างถูกวิธี นั่นคือการแปรงฟันอย่างสะอาด ทั่วทุกซี่ ใช้เวลาให้นานเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก็ก่อนนอน โดยใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วยทุกครั้ง

2.อย่าลืมแปรงทำความสะอาดลิ้นและริมฝีปากด้วยทุกครั้งที่แปรงฟัน

3.ถ้าหากจำเป็นต้องใช้น้ำยาบ้วนปาก ควรที่จะทำการเลือกชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สูตรอ่อนโยน และไม่ใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

4.กลิ่นปากยังเกิดได้จากอาการป่วยของโรคอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น โรคกรดไหลย้อน โรคในช่องปาก อาทิเช่น โรคปริทันต์ โรคเหงือก ฟันผุ อื่น ๆ อีกมากมาย ควรจะรักษาที่โรคเหล่านั้นซึ่งเป็นสาเหตุ กลิ่นปากนั้นก็จะหายไป

5.วิธีการตรวจว่ามีกลิ่นปากจริงหรือไม่นั้น ทำได้โดยการสังเกต จากคนที่อยู่รอบข้าง หรือเอาช้อนมาขูดลิ้นแล้วทิ้งเอาไว้ 5 วินาที หลังจากนั้นเอามาดม ถ้าเกิดพบว่ามีกลิ่นเหม็นแนะนำให้มาพบหมอฟันเพื่อตรวจหาปัญหาในช่องปาก

กลิ่นปากสามารถรักษาให้หายได้ถ้าเรารู้จักทำความสะอาดทุกวัน และการแปรงฟันก็เช่นเดียวกันอย่างน้อยต้องแปรงวันละ 2 ครั้งคือตอนเช้าแล้วก็ตอนเย็น ตอนเช้าแนะนำให้แปรงตอนกินอาหารเสร็จนะคะ เพราะถ้าเราแปลงก่อนอาหารเศษอาหารก็จะติดที่ฟันและก็ทำให้เกิดแบคทีเรียในช่องปากทางที่ดีตื่นตอนเช้าให้บ้วนแค่ปากและมาทานข้าวพอทานเข้าเสร็จแล้วค่อยไปแปรงฟันทำแบบนี้ทุกวันรับรองว่าคุณจะไม่มีกลิ่นปากแน่นอนค่ะ

กระพุ้งแก้ม

กระพุ้งแก้ม มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง ไปดูรายละเอียดกันเลย

ปัญหาสุขภาพในช่องปากไม่ได้มีแค่เรื่องเหงือกและก็ฟันเท่านั้น แต่ยังมีอาการร้อนในและแผลในปากที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และอาการเหล่านี้อาจจะทำให้ติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มได้ และบางคนมีอาการที่รุนแรงถึงขั้นอักเสบ และเหมือนจะเป็นแบบเรื้อรังจนต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

การติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มเกิดจากสาเหตุใด

1. แผลในปาก

การมีแผลในปากสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ และแม้แต่การเผลอกัดกระพุ้งแก้มจนกลายเป็นแผลก็เช่นเดียวกัน ถ้าเกิดมีแผลแล้ว ไม่ควรปล่อยทิ้งเอาไว้ให้เรื้อรังเป็นเวลานาน เนื่องจากบางทีอาจแพร่กระจายจนมีการติดเชื้อและก็อักเสบบวมได้

2. เป็นร้อนใน

แผลร้อนในมักเริ่มจากการมีแผลหรือเป็นตุ่มแดงเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตรงบริเวณริมฝีปากส่วนใน กระพุ้งแก้มหรือบริเวณลิ้น จากนั้นก็จะกลายเป็นสีขาว ๆ มีขอบสีแดงนูนบวมออกมา ซึ่งจะเป็นแผลที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๆ 3 มิลลิเมตร และถ้าแผลร้อนในมีการเรื้อรังก็ย่อมติดเชื้อและอักเสบได้ ที่สำคัญยังมีอาการเจ็บแสบหรือปวดเป็นอย่างมากอีกด้วย

3. ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง

สำหรับสาว ๆ ก่อนจะมีประจำเดือนมาหรือหญิงตั้งครรภ์ก็พบมากว่ามีอาการร้อนในเกิดขึ้นได้ด้วยเหมือนกัน และโดยปกติแล้ว อาการร้อนในที่เกิดขึ้นในบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มนั้นก็จะหายไปเองได้ภายในระยะเวลา 1-2 อาทิตย์ แต่ในบางคนอาจได้รับปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรังต่อได้ ตัวอย่างเช่น การนอนดึกบ่อย ๆ ความเครียด สูบบุหรี่ จนทำให้แผลร้อนในลุกลามอักเสบ ติดเชื้อและมีอาการบวมนูนขึ้นได้ในที่สุด

กระพุ้งแก้ม เกิดจากอะไร

4. ปัญหาด้านสุขภาพภายในช่องปาก

ถ้าผู้ป่วยมีอาการฟันผุเรื้อรัง หรือมีการระคายเคืองจากฟันที่มีลักษณะคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีปัญหาฟันแตก ฟันบิ่นหรือขอบฟันคมก็อาจจะทำให้เกิดการบาดเนื้อเยื่อข้างในโพรงปากได้ จนนำไปสู่เป็นแผลเรื้อรังเป็นเวลานานและแผลนั้นก็จะมีผลทำให้กลายมาเป็นเซลล์ของโรคมะเร็งที่มีลักษณะบวมเป่งขึ้นได้ในที่สุด

5. มีพฤติกรรมการกินในแบบผิด ๆ

การกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนมากอยู่บ่อย ๆ มักเป็นต้นเหตุที่กระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองผิวบริเวณกระพุ้งแก้มขึ้นได้ และเช่นเดียวกันแม้ได้รับความร้อนจากควันบุหรี่ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียให้มีการระคายเคืองดังกล่าว ถ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็อาจทำให้เนื้อเยื่อมีการเปลี่ยนแปลงจนถึงกลายมาเป็นเซลล์ของโรคมะเร็งได้ด้วย

6. โรคเบาหวาน

เพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานมักมีอาการติดเชื้อได้ง่ายอยู่แล้ว และอาการแผลในช่องปากพบมากในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีอาการปากแห้ง ลิ้นอักเสบ ติดเชื้อราภายในช่องปาก หากใส่ฟันปลอมก็เพิ่มโอกาสให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

7. การกินหมากพลู

ในหมากพลูจะมีสารก่อโรคมะเร็ง ซึ่งคนที่รับประทานหมากและก็อมหมากไว้ที่กระพุ้งแก้มบ่อย ๆ จะมีการระคายเคืองจากความแข็งของหมากที่เคี้ยว และอาจทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มมีการเปลี่ยนแปลงได้

8. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือที่รู้จักกันในชื่อว่าโรคเอดส์ มักจะตรวจพบว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติในโพรงปาก อีกทั้งการเป็นแผลในปากประเภทเรื้อรัง การมีเนื้องอกในโพรงปาก โรคปริทันต์ที่มีความร้ายแรงกว่าบุคคลอื่น ๆ หรือบางคนอาจมีอาการโรคมะเร็งในโพรงปากเกิดขึ้นด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภาวะติดเชื้อที่เกิดกับผู้ป่วยโรคเอดส์ก็จะหายได้ยาก เพราะว่ามีสภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องก็เลยทำให้ร่างกายยับยั้งเชื้อต่าง ๆ ได้ยากกว่าปกตินั่นเอง

อย่างไรก็ตามการรักษาการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มมีการรักษาที่แตกต่างกันในแต่ละเคส อย่างการรักษาอาการร้อนในหรือแผลในปากเราไม่สามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้ด้วยตนเองเราควรไปพบหมอเพื่อให้หมอดูอาการและรักษาตามอาการที่เราเป็น เพื่อให้ช่องปากของเราได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและหายเร็วในที่สุด หากเป็นจากโรคประจำตัว เช่นโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคเอดส์ ก็ต้องรักษาตามแนวของโรคเพราะบางโรคก็รักษายากกว่าจะหายก็ต้องใช้เวลานาน แต่อย่างไรก็ตามเราควรสำรวจความผิดปกติของร่างกายเราตลอดเพื่อจะได้รู้ทันโรคและรักษาได้ทันท่วงทีโดยไม่เป็นแบบเรื้อรังได้ค่ะ

กระพุ้งแก้มบวมเกิดจาก

กระพุ้งแก้มบวมเกิดจาก อะไร สาเหตุของแผลในปาก ที่ทำให้แก้มบวม

ใครที่มีอาการปวด กระพุ้งแก้มบวมเกิดจากเหงือกบวม อาจจะเกิดจากอาการระคายเคือง บวมแดง อักเสบที่เหงือก ซึ่งอาจเกิดได้จากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่รักษาสุขภาพฟันให้ดี ทำให้มีคราบพลัคจากแบคทีเรียและเศษอาหารก่อตัวขึ้นปกคลุมเนื้อฟัน เมื่อคราบก่อตัวเป็นเวลานานจะกลายเป็นหินปูนหนาที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ด้วยการแปรงฟันเพียงอย่างเดียว คราบที่สะสมเหล่านี้อาจทำให้เหงือกอักเสบและมีอาการบวมได้  นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เชื้อรา หรือเชื้อไวรัสบางชนิดได้

สาเหตุของแผลในปาก ที่ทำให้กระพุ้งแก้มบวม

ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดแผลในปากได้อย่างแน่ชัด แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดแผลในปากได้ ดังนี้

  • การระคายเคืองในช่องปากแผลในปากนั้นอาจเกิดจากการระคายเคืองในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟันแรงเกินไป การเสียดสีกับลวดจัดฟัน แผลจากอุบัติเหตุ แผลจากทันตกรรม กัดปากหรือกระพุ้งแก้ม การใช้ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่ผสมสารเพิ่มฟอง และอาการไวต่ออาหารบางชนิด อย่างถั่ว ไข่ ช็อกโกแลต กาแฟ หรืออาหารรสจัดและอาหารที่มีกรด
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนร่างกายการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์อาจส่งผลให้เกิดแผลในปากได้ เช่น การขาดสารอาหาร โดยเฉพาะธาตุเหล็ก สังกะสี กรดโฟลิค วิตามินบี 6 และ 12 การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในช่วงรอบเดือน พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น
  • เชื้อโรคในช่องปากเชื้อโรคในช่องปากและโรคจากการติดเชื้ออาจส่งผลให้เกิดแผลในปากได้ หรืออาจเกิดจากการแพ้เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อราภายในช่องปาก นอกจากนี้ การละเลยการดูแลช่องปากก็อาจเป็นสาเหตุของแผลในช่องปากได้
  • เกิดจากโรคและสุขภาวะแผลในปากอาจเป็นสัญญาณหรืออาการของโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคเซลิแอค(Celiac disease) หรือโรคแพ้กลูเตน โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคเบเซ็ท (Behcet’s disease) หรือโรคหลอดเลือดอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง โรคมะเร็งช่องปาก เป็นต้น

อาการของแผลในปาก กระพุ้งแก้มบวม

อาการของแผลในปาก กระพุ้งแก้มบวม

แผลในปากอาจเกิดขึ้นเพียงจุดเดียวหรือหลายจุดพร้อมกันได้จะรู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัส ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการแปรงฟันและการเคี้ยวอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารรสจัดหรือของร้อน

ลักษณะอาการของแผล

  • แผลขนาดเล็ก แผลในปากขนาดเล็กเป็นชนิดที่พบได้บ่อยมากที่สุด โดยแผลจะมีลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรีขนาดเล็ก สามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์
  • แผลขนาดใหญ่ แผลในปากขนาดใหญ่มักพบได้น้อย มีลักษณะเป็นวงกลมและวงรีขนาดใหญ่และลึกกว่าแผลขนาดเล็ก ขอบแผลชัดแต่เมื่อแผลมีขนาดใหญ่มากขอบของแผลอาจมีลักษณะที่เปลี่ยนไป เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บมากโดยอาจใช้เวลาราว 6 สัปดาห์ในการรักษาและอาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้

เบื้องต้นสามารถดูแลบรรเทาอาการได้ดังนี้

  • แปรงฟันให้สะอาดสม่ำเสมออย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ตามร่องฟันด้วย
  • ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก น้ำเปล่าจะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ซึ่งจะช่วยฆ่าแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุของอาการ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือการสูบบุหรี่
  • ใช้แผ่นประคบร้อนวางบนใบหน้าบริเวณที่เหงือกบวมและมีอาการปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดอาการบวม
  • หลีกเลี่ยงการทานของแข็ง เช่น อาหารประเภททอด เพราะอาจทิ่มแทงเยื่อบุช่องปากทำให้อักเสบมากขึ้นได้
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารเผ็ดร้อน เพื่อป้องกันแผลในช่องปากอักเสบเพิ่มขึ้น
  • ควรใช้น้ำเกลือบ้วนปาก วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้สะอาด
  • ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี และซีสูง
  • กรณีที่มีอาการปวด ให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ หรือดื่มน้ำเย็น ๆ
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการปวด บวมมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์ เพื่อตรวจและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนของแผลในปาก แผลกระพุ้งแก้ม ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เบื่ออาหาร เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis) การติดเชื้อในช่องปาก และโรคมะเร็งช่องปาก เป็นต้น นอกจากนี้ การสัมผัสกับแผลในปากอาจเป็นการกระจายเชื้อของโรคติดต่อ  ดังนั้นเมื่อท่านดูแลรักษาเองในเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ให้รับไปพบแพทย์เพื่อที่จะได้รักษาได้ทันท่วงที