กระพุ้งแก้มเปื่อย

กระพุ้งแก้มเปื่อย มีสาเหตุมาจากอะไร และรักษาอย่างไร

ปัญหาสุขภาพภายในช่องปากมีด้วยกันหลายอย่าง และการมีแผลภายในปากก็ใช่จะละเลยได้เสมอไป โดยเฉพาะแผลบริเวณกระพุ้งแก้ม เพราะหากปล่อยไว้จนเกิดการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มอาจทำให้กระพุ้งแก้มเปื่อยได้ จนทำให้แก้มบวมเป่ง อาจร้ายแรงถึงขั้นต้องรักษาโดยการผ่าตัด

สาเหตุของการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้ม มีอะไรบ้าง

  • มีแผลในปากการมีแผลในปากสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ และแม้แต่การเผลอกัดกระพุ้งแก้มจนกลายเป็นแผลก็เช่นเดียวกัน หากมีแผลแล้ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เรื้อรังเป็นเวลานาน เพราะอาจลุกลามจนเกิดการติดเชื้อและอักเสบบวมได้
  • เป็นร้อนในแผลร้อนในมักเริ่มจากการมีแผลหรือเป็นตุ่มแดงเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตรงบริเวณริมฝีปากส่วนใน กระพุ้งแก้มหรือบริเวณลิ้น จากนั้นก็จะกลายเป็นสีขาวๆ มีขอบสีแดงนูนบวมออกมา และหากแผลร้อนในเกิดการเรื้อรังก็ย่อมติดเชื้อและอักเสบได้ ที่สำคัญยังมีอาการเจ็บแสบหรือปวดอย่างมากอีกด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน สำหรับสาว ๆ ก่อนประจำเดือนจะมา หรือผู้หญิงตั้งครรภ์ก็มักพบว่ามีอาการร้อนในเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน และโดยปกติแล้ว อาการร้อนในที่เกิดขึ้นในบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มนั้นก็จะหายไปเองได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์

แต่ในบางคนอาจได้รับปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรังต่อได้ เช่น การนอนดึกบ่อย ๆ ความเครียด สูบบุหรี่ จนทำให้แผลร้อนในลุกลามอักเสบ ติดเชื้อและมีอาการบวมนูนขึ้นได้ในที่สุด

  • ปัญหาสุขภาพภายในช่องปากหากผู้ป่วยมีอาการฟันผุเรื้อรัง หรือเกิดการระคายเคืองจากฟันที่มีลักษณะแหลมคม โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาฟันแตก ฟันบิ่นหรือขอบฟันคมก็อาจทำให้เกิดการบาดเนื้อเยื่อภายในช่องปากได้
  • มีพฤติกรรมการกินในแบบผิด ๆการกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดอยู่บ่อย ๆ มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวบริเวณกระพุ้งแก้มขึ้นได้

เช่นเดียวกันหากได้รับความร้อนจากควันบุหรี่ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ก็ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดการระคายเคืองดังกล่าว หากยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็อาจจะทำให้เนื้อเยื่อมีการเปลี่ยนแปลงจนกลายมาเป็นเซลล์มะเร็งได้

  • โรคเบาหวานเพราะผู้ป่วยเบาหวานมักมีอาการติดเชื้อง่ายและเป็นแผลง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งอาการแผลภายในช่องปากก็มักพบในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานค่อนข้างบ่อย เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการปากแห้ง ลิ้นอักเสบ ติดเชื้อราภายในช่องปาก หากจัดฟันหรือใส่ฟันปลอมก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการมีแผลและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

กระพุ้งแก้มเปื่อย ต้องรักษายังไง

ปัจจัยเสี่ยงแผลร้อนในไม่หายสักที เป็นเหตุให้เกิดกระพุ้งแก้มเปื่อย

  • กระพุ้งแก้ม ลิ้น เสียดสีกับเหล็กดัดฟันหรือฟันปลอมบ่อยครั้ง
  • นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • กัดริมฝีปากหรือลิ้นของตนเองขณะเคี้ยวอาหาร
  • ขาดวิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะวิตามินบีและธาตุเหล็ก
  • เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดวิตามินและเกลือแร่
    มีประวัติคนในครอบครัวเป็นแผลร้อนใน
  • ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • มีปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด
  • แพ้สารบางชนิดในยาสีฟันหรือมีแผลจากการแปรงฟัน

วิธีรักษาแผลในปาก เพื่อไม่ให้เกิดกระพุ้งแก้มเปื่อย

  • ล้างปากโดยใช้น้ำเกลือและเบกกิ้งโซดา หรือใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม
  • ใช้เบกกิ้งโซดาทาบริเวณแผลในปาก
  • ประคบน้ำแข็งบริเวณที่เป็นแผลในปาก
  • รับประทานอาหารเสริมที่มีกรดโฟลิค วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และสังกะสี ในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  • แปรงฟันโดยใช้แปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม และใช้ยาสีฟันที่ไม่มีฟอง โดยต้องไม่ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียมลอริลซัลเฟต
  • ใช้สมุนไพรบำบัดและวิธีการรักษาทางธรรมชาติ เช่น ชาดอกคาโมมายล์ เอ็กไคนาเชีย มดยอบ และรากชะเอม เป็นต้น โดยศึกษาวิธีการ ปริมาณ และความปลอดภัยให้ดีก่อนเสมอ
  • ระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ โดยควรรับประทานอาหารอ่อนและอาหารที่มีสารโภชนาการครบถ้วน ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือมีรสเค็ม รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกขนมกรุบกรอบ อาหารและเครื่องดื่มที่มีกรดมาก และไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง
  • ใช้หลอดเมื่อต้องดื่มน้ำเย็น

บทสรุป

กระพุ้งแก้มเปื่อย เป็นโรคที่เกิดจากการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากไม่ดี และการมีแผลในช่องปาก โดยเฉพาะบริเวณกระพุ้งแก้ม เพราะหากดูแลไม่ดีหรือปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มทำให้กระพุ้งแก้มเปื่อยได้

กระพุ้งแก้มเป็นเส้น

อาการ กระพุ้งแก้มเป็นเส้น คืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร

วันนี้เราขอมาพูดถึง อาการที่อาจเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ เมื่อกระพุ้งแก้มของคุณเป็นเส้นสามารถนำไปสู่โรคอะไรได้บ้าง และโรคที่เราจะพูดถึงคือ โรค ไลเคน พลานัส (Lichen Planus) เป็นอาการอักเสบชนิดเรื้อรังที่พบได้ตามบริเวณผิวหนัง เส้นผม เล็บ และเนื้อเยื่อเมือกหรือเยื่อเมือกบุผิว

สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบขึ้น ทั้งนี้ Lichen Planus ไม่ใช่โรคติดต่อและมักไม่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจหายดีได้โดยไม่ต้องใช้วิธีรักษาทางการแพทย์ เพียงดูแลสุขภาพตัวเองให้มากขึ้นและหมั่นสังเกตอาการ แต่หากมีอาการรุนแรงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ

อาการของไลเคน พลานัส

ลักษณะอาการของโรคนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดการอักเสบ ซึ่งโดยทั่วไปมักพบบริเวณที่มีเนื้อเยื่อเมือก เช่น ภายในช่องปาก หนังศีรษะ และเล็บ อาการที่พบได้บ่อย มีดังนี้

  • มีลายเส้นสีขาวคล้ายลูกไม้ภายในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม เหงือก ริมฝีปาก หรือลิ้น
  • มีแผลในปากหรือบริเวณอวัยวะเพศ
  • เกิดผื่นหรือตุ่มนูนแบนสีม่วงคล้ำบริเวณแขนด้านใน ข้อมือ ข้อเท้า หรืออวัยวะเพศด้านนอก
  • มีตุ่มน้ำขึ้นตามผิวหนัง ซึ่งหากตุ่มน้ำแตกออกจะเกิดเป็นแผลตกสะเก็ดตามมา
  • คันบริเวณที่มีผื่นขึ้น

เมื่อมีแผลเกิดขึ้นจะมีอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก และแผลที่เกิดขึ้นอาจแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และอาจต้องใช้เวลานานกว่า 6 – 16 เดือนกว่าผื่นหรือแผลต่าง ๆ จะหายหมด หากมีผื่นหรือตุ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา

สาเหตุของไลเคน พลานัส

ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ ซึ่ง ไลเคน พลานัส เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และเข้าทำลายเซลล์ผิวหนังและเนื้อเยื่อเมือกในร่างกาย โดยอาจมีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการ ดังนี้

  • กรรมพันธุ์พบได้ในผู้ที่เคยมีบุคคลในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้มาก่อน ซึ่งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปสู่ลูกหลานได้
  • เพศโรค Lichen Planus อาการที่เกิดขึ้นในปากส่วนมากพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่า โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย
  • อายุโรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่มักพบในผู้ป่วยวัยกลางคน พบได้น้อยมากในเด็กและผู้สูงอายุ
  • ความเครียดส่งผลต่อการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน
  • การแพ้จากการสัมผัส เช่น วัสดุในการอุดฟันที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองภายในช่องปาก แต่พบได้น้อย หรือการสัมผัสสารหนู สารประกอบไอโอดีน และสารย้อมสีบางชนิด

กระพุ้งแก้มเป็นเส้น รักษายังไง

การวินิจฉัยไลเคน พลานัส

หากพบว่ามีแผลในช่องปากหรือที่กระพุ้งแก้มเป็นเส้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม โดยแพทย์จะตรวจร่างกายและซักอาการ รวมทั้งสอบถามประวัติการรักษาโรคต่าง ๆ หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการของโรค Lichen Planus แพทย์อาจสั่งตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังนี้

  • การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ

แพทย์จะเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบริเวณที่มีอาการไปตรวจหาความผิดปกติด้วยกล้องจุลทรรศน์

  • การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

เนื่องจากไวรัสตับอักเสบซีสามารถส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้น หากสงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคนี้เนื่องจากติดเชื้อดังกล่าว แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจหาเชื้อ

  • การทดสอบการแพ้

ในบางกรณีแพทย์อาจให้ผู้ป่วยทดสอบว่ามีอาการแพ้สารประกอบใดที่อาจกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติหรือไม่

การรักษาไลเคน พลานัส

หากมีอาการไม่รุนแรงมากนักท่านไม่ต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งจะดีขึ้นเองภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่หากเกิดอาการรุนแรงคนไข้อาจต้องใช้เวลาในการรักษานานถึงประมาณ 2 ปี จึงจะหายสนิท และหากเป็นการอักเสบที่เกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อเมือก การรักษาอาจเป็นไปได้ยากหรืออาจกลับไปเป็นซ้ำได้ โรคนี้ยังไม่มีการรักษาโดยตรง แต่บรรเทาอาการที่เกิดขึ้นได้ด้วยวิธีดังนี้

  • การใช้ยาแก้แพ้ยาแก้แพ้มีฤทธิ์ช่วยป้องกันสารฮีสตามีนที่เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการอักเสบ และช่วยลดอาการคันหรือเจ็บปวดได้
  • การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แพทย์อาจให้ผู้ป่วยใช้ยาชนิดนี้ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ โดยมีทั้งชนิดยารับประทาน ยาทา หรือยาฉีด แต่ยานี้อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่ทำให้ผิวหนังระคายเคือง ผิวหนังบริเวณที่ทายาบางลง ปวดท้อง หรือเกิดเชื้อราในปากได้ และควรใช้ในระยะสั้น ๆ เท่านั้น เพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา
  • การใช้ยาปรับภูมิคุ้มกันแพทย์อาจใช้ยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันหรือปรับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยให้อาการของโรคทุเลาลง แต่เป็นยาที่ต้องใช้ตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น
การป้องกันไลเคน พลานัส

ท่านต้องหมั่นสังเกตตนเองว่าหากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าตนเองมีอาการของโรคนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถป้องกันได้ เพราะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่ทราบเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด

บทสรุป

กระพุ้งแก้มเป็นเส้น สามารถนำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งท่านต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติ และหากเริ่มมีอาการและสงสัยว่าจะนำไปสู่โรคร้าย ท่านควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและทำการรักษาต่อไป

กระพุ้งแก้มอักเสบ

กระพุ้งแก้มอักเสบ เกิดจากสาเหตุอะไร ไปดูกันเลย

ปัญหาสุขภาพภายในช่องปากมีด้วยกันหลายอย่าง และการมีแผลภายในปากก็ใช่จะละเลยได้เสมอไป โดยเฉพาะแผลบริเวณกระพุ้งแก้ม เพราะหากปล่อยไว้จนเกิดการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มจนทำให้แก้มบวมเป่ง อาจร้ายแรงถึงขั้นต้องรักษาโดยการผ่าตัด ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้มีอาการรุนแรงไปมากกว่าเดิม

  1. แผลในปาก

โดยไม่ว่าจะเกิดจากการที่เผลอไปกัดเข้าที่กระพุ้งแก้มจนเกิดเป็นแผล หรือเกิดแผลที่กระพุ้งแก้มด้วยสาเหตุอื่น ๆ ทว่าหากเราไม่รีบรักษาให้หาย ปล่อยให้เป็นแผลเรื้อรังอยู่นาน ๆ ก็อาจลุกลามใหญ่โตจนกลายเป็นการติดเชื้อได้ และเกิดการอักเสบจนกระพุ้งแก้มมีอาการปวดบวมได้

  1. อาการร้อนใน

คนที่เป็นแผลร้อนในเริ่มแรกจะมีแผลหรือตุ่มแดงเล็ก ๆ ขึ้นมาในริมฝีปากด้านใน กระพุ้งแก้ม หรือบริเวณลิ้น จากนั้นตุ่มแดง ๆ จะกลายเป็นเม็ดสีขาวมีขอบสีแดงนูนออกมา มีอาการบวม และกลายเป็นแผลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 มม. หรือหากแผลร้อนในเรื้อรังอาจเกิดอาการติดเชื้อและอักเสบขึ้นได้เช่นกัน

  1. การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของสาว ๆ

ผู้หญิงช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือผู้หญิงตั้งครรภ์ มักจะมีอาการร้อนในเกิดขึ้นได้ด้วยนะคะ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการร้อนในบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มก็จะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในบางคนอาจมีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรังได้ เช่น สูบบุหรี่ เครียด หรือนอนดึกเป็นประจำ แผลร้อนในนั้นก็อาจลุกลามเป็นแผลอักเสบติดเชื้อและเกิดอาการบวมได้

กระพุ้งแก้มอักเสบ รักษายังไง

แนะนำบทความยอดนิยม ปลูกผมถาวร จากเว็บไซต์ Rattinan.com

  1. การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนจัดบ่อย ๆ

เนื่องจากความร้อนที่มาจากอาหาร ควันบุหรี่ และแอลกอฮอล์ จะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณกระพุ้งแก้มได้ และเมื่อถูกระคายเคืองอยู่เป็นประจำอาจทำให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และอาจทำให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ด้วย

  1. การกินหมากพลู

ในหมากพลูจะมีสารก่อมะเร็ง ซึ่งผู้ที่กินหมากและอมหมากไว้ที่กระพุ้งแก้มเป็นประจำจะเกิดการระคายเคืองจากความแข็งของหมากที่เคี้ยว และก็อาจทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

  1. สุขภาพในช่องปากบกพร่อง

อาการฟันผุเรื้อรัง รวมถึงการระคายเคืองจากฟันที่แหลมคม ผู้ที่มีฟันแตก ฟันบิ่น ขอบฟันที่คมอาจจะบาดเนื้อเยื่อในช่องปาก โดยเฉพาะกระพุ้งแก้มและลิ้น ทำให้เป็นแผลเรื้อรังอยู่นาน ๆ และแผลนั้นอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งบวมนูนขึ้นมาได้

  1. เป็นสิงห์อมควัน และชอบร่ำสุรา

ข้อมูลจากชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย เผยว่า ประมาณ 90% ของผู้ป่วยมะเร็งในช่องปาก จะเป็นผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มสุรา ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่และดื่มสุราถึง 15 เท่า และโรคมะเร็งในช่องปากก็สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นลิ้น กระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก เหงือก พื้นปากใต้ลิ้น ลิ้นไก่ หรือเพดานปากเลยนะ

  1. เหตุเกิดเพราะโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักมีอาการติดเชื้อได้ง่าย เป็นแผลได้ง่าย และอาการแผลในช่องปากก็พบได้บ่อย โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปากแห้ง ลิ้นอักเสบ หรือติดเชื้อราในปาก ซึ่งหากจัดฟัน หรือใส่ฟันปลอมก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลและติดเชื้อในปากเพิ่มขึ้นด้วยนะคะ

นอกจากนี้หากเกิดแผลที่กระพุ้งแก้มหรือบริเวณอื่น ๆ ในช่องปากแล้ว ความที่ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานสูญเสียสมดุลของระดับน้ำตาล การไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ รวมทั้งระดับเม็ดเลือดขาวก็ลดลง เหตุผลทั้งหมดนี้อาจส่งผลให้แผลในปากเรื้อรัง มีอาการบวม เกิดฝี หรือหนองได้ง่ายขึ้นด้วย

  1. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

หรือที่รู้จักกันในชื่อว่าโรคเอดส์ มักจะตรวจเจอว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติในช่องปาก ทั้งการเป็นแผลในปากชนิดเรื้อรัง การมีเนื้องอกในช่องปาก โรคปริทันต์ที่มีความรุนแรงกว่าบุคคลอื่น ๆ หรือบางคนอาจมีอาการมะเร็งในช่องปากเกิดขึ้นด้วย ซึ่งโดยมากแล้วภาวะติดเชื้อที่เกิดกับผู้ป่วยโรคเอดส์ก็จะหายได้ยาก เนื่องจากมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจึงทำให้ร่างกายต้านทานเชื้อต่าง ๆ ได้ยากกว่าปกตินั่นเอง

กระพุ้งแก้มบวม

เคล็ดลับการรักษา กระพุ้งแก้มบวม มีขั้นตอนอย่างไร

กระพุ้งแก้มบวม  เป็นปัญหาสุขภาพทางช่องมากที่มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา มีอาการที่รุนแรงถึงขั้นกระพุ้งแก้มบวม มีอาการอักเสบ และทำท่าว่าจะไม่ยุบตัวลงง่าย ๆ จนอาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดอาจเป็นอันตรายได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก หากเกิดอาการดังกล่าวขึ้น ควรศึกษาหาข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาต่อไป ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน หากล่าช้าอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

มีแผลในปาก การมีแผลในปากสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ และแม้แต่การเผลอกัดกระพุ้งแก้มจนกลายเป็นแผลก็เช่นเดียวกัน หากมีแผลแล้ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เรื้อรังเป็นเวลานาน เพราะอาจลุกลามจนเกิดการติดเชื้อและอักเสบบวมได้

สาเหตุการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้ม

  1. เป็นร้อนใน แผลร้อนในมักเริ่มจากการมีแผลหรือเป็นตุ่มแดงเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตรงบริเวณริมฝีปากส่วนใน กระพุ้งแก้มหรือบริเวณลิ้น จากนั้นก็จะกลายเป็นสีขาว ๆ มีขอบสีแดงนูนบวมออกมา ซึ่งจะเป็นแผลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๆ 3 มม. และหากแผลร้อนในเกิดการเรื้อรังก็ย่อมติดเชื้อและอักเสบได้ ที่สำคัญยังมีอาการเจ็บแสบหรือปวดอย่างมากอีกด้วย
  2. ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง สำหรับสาว ๆ ก่อนที่จะมีประจำเดือนมาหรือผู้หญิงตั้งครรภ์ก็มักพบว่ามีอาการร้อนในเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน และโดยปกติแล้ว อาการร้อนในที่เกิดขึ้นในบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มนั้นก็จะหายไปเองได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ในบางคนอาจได้รับปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรังต่อได้ เช่น การนอนดึกบ่อย ๆ ความเครียด สูบบุหรี่ จนทำให้แผลร้อนในลุกลามอักเสบ ติดเชื้อและมีอาการบวมนูนขึ้นได้ในที่สุด
  3. ปัญหาสุขภาพภายในช่องปาก หากผู้ป่วยมีอาการฟันผุเรื้อรัง หรือเกิดการระคายเคืองจากฟันที่มีลักษณะแหลมคม โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาฟันแตก ฟันบิ่นหรือขอบฟันคมก็อาจทำให้เกิดการบาดเนื้อเยื่อภายในช่องปากได้ จนทำให้เกิดเป็นแผลเรื้อรังเป็นเวลานานและแผลนั้นก็จะส่งผลทำให้กลายมาเป็นเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะบวมเป่งขึ้นได้ในที่สุด
  4. มีพฤติกรรมการกินในแบบผิด ๆ การกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดอยู่บ่อยๆ มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวบริเวณกระพุ้งแก้มขึ้นได้ และเช่นเดียวกันหากได้รับความร้อนจากควันบุหรี่ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ก็ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดการระคายเคืองดังกล่าว หากยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็อาจจะทำให้เนื้อเยื่อมีการเปลี่ยนแปลงจนกลายมาเป็นเซลล์มะเร็งได้ด้วย

กระพุ้งแก้มบวม ต้องรักษายังไง

ดูแลบรรเทาอาการ

  1. แปรงฟันให้สะอาดสม่ำเสมออย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ตามร่องฟันด้วย
  2. ใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย
  3. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก น้ำเปล่าจะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ซึ่งจะช่วยฆ่าแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุของอาการ
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือการสูบบุหรี่
  5. ใช้แผ่นประคบร้อนวางบนใบหน้าบริเวณที่เหงือกบวมและมีอาการปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดอาการบวม
  6. หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการปวด บวมมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์ค่ะ เพื่อตรวจและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

เคล็ดลับจบปัญหากระพุ้งแก้มบวม

  1. หลีกเลี่ยงการทานของแข็ง เช่น อาหารประเภททอด เพราะอาจทิ่มแทงเยื่อบุช่องปากทำให้อักเสบมากขึ้นได้
  2. หลีกเลี่ยงการทานอาหารเผ็ดร้อน เพื่อป้องกันแผลในช่องปากอักเสบเพิ่มขึ้น
  3. ควรใช้น้ำเกลือบ้วนปาก วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้สะอาด
  4. ดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้น อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
  5. ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี และซีสูง
  6. กรณีที่มีอาการปวด ให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ หรือดื่มน้ำเย็น ๆ
  7. หมั่นทายาบริเวณที่เป็นแผล เพื่อให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น

วิธีป้องกันและปฏิบัติตน

การดูแลสุขภาพร่างกายโดยทั่วไป โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ ๕ หมู่ การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การงดสูบบุหรี่ การใช้ยาเส้นยาสูบ หมาก น้ำยาบ้วนปาก ต่าง ๆ มีผลต่อสุขภาพที่ดีของเนื้อเยื่อในช่องปากร่วมกับการดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีอยู่เสมอไม่ให้มีฟันผุหรือเหงือกอักเสบ โดยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน ถ้าใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ต้องล้างทำความสะอาดฟันเทียมและถอดแช่น้ำไว้โดยไม่ใส่ฟันช่วงเวลานอนหลับ เหล่านี้จะช่วยให้เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากมีความแข็งแรง ลดโอกาสเกิดความรุนแรงหรือความผิดปกติดังที่กล่าวมาแล้ว

เมื่อท่านรู้สึกมีความผิดปกติในช่องปาก มีอาการเจ็บปวดหรือแสบร้อน มีแผลเรื้อรังในช่องปาก แนะนำให้ท่านไปพบทันตแพทย์หรือทันตแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ช่องปาก เพื่อตรวจดูความผิดปกตินั้น และรับการรักษาที่เหมาะสมเพราะการมีแผลเรื้อรังในช่องปากอาจมีโอกาสเกิดมะเร็งช่องปากได้ ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยซื้อยามาทาเอง เพราะความผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก มิได้เป็นแผลร้อนในชนิดเดียว อาจเป็นโรคหรือความผิดปกติอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

กระพุ้งแก้มลอก

กระพุ้งแก้มลอก เกิดจากอะไร มีิธีการดูแลช่องปากอย่างไรบ้าง

หลาย ๆ ครั้งการทำความสะอาดฟันและก็ช่องปากเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราจำเป็นต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ด้วยสุขภาพในช่องปากนั้นสำคัญ บ่งบอกบุคลิกของเราได้ด้วย ผู้ที่มีกลิ่นปาก ฟันเหลืองมีคราบฟัน เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม ทุกคนต่างก็ต้องการมีสุขภาพช่องปากที่ดี ที่ไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ฟันขาวดูสะอาด ชวนมอง น่าอยู่ใกล้พูดคุยด้วย จึงมักจะสรรหาตัวช่วยดี ๆ เพื่อดับกลิ่นปาก คราบสิ่งสกปรก เช่นน้ำยาบ้วนปาก ใช้แล้วมีกลิ่นหอมทันที รู้สึกสะอาดทั่วปาก แต่ทางการแพทย์มีการเตือนว่าน้ำยาบ้วนปากมีอันตรายต่อร่างกายนะคะ แต่ว่าถ้าหากพวกเราใช้อย่างถูกวิธีก็ทำให้ปากเราไม่มีกลิ่นได้ค่ะ

อันตรายจากการใช้น้ำยาบ้วนปากไม่ถูกต้อง

  1. ห้ามใช้น้ำยาบ้วนปากแทนการแปรงฟัน เพราะว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นเพียงแค่เพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นให้กับช่องปากเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ว่าคราบจุลินทรีย์ เศษอาหาร และอื่น ๆ ยังคงอยู่ตามซอกเหงือกซอกฟัน รวมถึงกระพุ้งแก้มลอก ลิ้น และอื่น ๆ ดังนั้นควรที่จะใช้น้ำยาบ้วนปากเพิ่มเติมหลังจากแปรงฟัน แล้วเท่านั้น (ถ้าเกิดไม่อาจจะแปรงฟันได้ ควรที่จะใช้ไหมขัดฟัน แล้วก็ต่อด้วยน้ำยาบ้วนปากก็ได้)
  2. น้ำยาบ้วนปาก ไม่อาจจะรักษาอาการต่าง ๆ ของโรคในช่องปากได้ หลายท่านอาจใช้ในการอมไว้รอบ ๆ เหงือก หรือจุดที่มีฟันผุ เพื่อหวังจะช่วยลดอาการเหงือกบวมอักเสบ หรือรักษาฟันผุได้ รวมถึงอาการเสียวฟัน ที่แม้ว่าน้ำยาบ้วนปากจะมีส่วนผสมที่ช่วยในเรื่องของอาการเสียวฟัน แต่ถ้าเกิดเป็นอาการเสียวฟันที่มีต้นเหตุมาจากคอฟันสึก แล้วเราใช้น้ำยาบ้วนปากช่วย แล้วเพิกเฉยต่ออาการดังกล่าว อาจจะส่งผลให้เราไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธีจากหมอ แล้วก็อาการคอฟันสึกก็แย่ลง ไม่อุดคอฟัน จนทำให้คอฟันสึกลึกลงไปถึงโพรงประสาทฟัน จนปวดฟัน แล้วต้องเปลี่ยนไปรักษารากฟันแทนการอุดคอฟันที่รักษาง่ายกว่า หรือหากเป็นโรคปริทันต์อักเสบ น้ำยาบ้วนปากก็ไม่ได้ช่วยรักษาโรคจากต้นเหตุจริง ๆ ถ้าหากปล่อยไว้อาจส่งผลให้เราเพิกเฉยต่อโรคจนมีอาการหนักเพิ่มมากขึ้น
  3. ถ้าเกิดใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อยเกินไป บางทีอาจเข้าไปทำลายเชื้อแบคทีเรียดี ๆ ที่อาศัยอยู่ในปาก แล้วก็อาจจะส่งผลให้กำเนิดเชื้อราด้านในปากตามมาภายหลังได้ ยิ่งกว่านั้นยังอาจจะเป็นผลให้ฟันเกิดคราบหินปูนได้ง่าย ตุ่มรับรสชาติจากลิ้นเพี้ยนไป รวมทั้งสีเคลือบผิวฟันเปลี่ยน และยังทำให้กระพุ้งแก้มลอกได้อีกด้วย
  4. ถ้าเลือกใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือกรดแรงจนเกินไป อาจทำให้เยื่อบุภายในช่องปากระคายเคือง ผิวฟันบางลง จนอาจส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันตามมา

กระพุ้งแก้มลอก ต้องรักษายังไง

วิธีการใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างถูกวิธี

น้ำยาบ้วนปากมีหลายแบบเหมือนยาสีฟันค่ะ หลายสูตร หลายส่วนผสม แต่ว่าควรที่จะเลือกที่ไม่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ หรือมีน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องปาก และยังอาจทำให้แสบช่องปากอีกด้วย นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังส่วนผสมที่เป็นกรด ที่อาจทำให้ผิวฟันกร่อน เคลือบฟันบางลง แล้วก็บางทีอาจเกิดอาการเสียวฟันตามมาได้ น้ำยาบ้วนปากเราจะใช้เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับในการกำจัดสิ่งสกปรก ในบริเวณที่การแปรงฟันหรือไหมขัดฟันเข้าไม่ถึง แต่ก็ไม่อาจจะนำมาใช้รักษาสุขภาพช่องปากเป็นหลักเพียงอย่างเดียวได้ การใช้น้ำยาบ้วนปากสามารถใช้ได้ทั้งก่อนและหลังแปรงฟัน และเวลาใช้ควรจะกลั้วให้ทั่วปากแล้วอมทิ้งเอาไว้ประมาณ 30-60 วินาที ไม่ควรนานเกิน 1 นาที แต่หากทิ้งเอาไว้น้อยกว่า 30 นาทีอาจจะไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ และไม่จำเป็นที่จะต้องบ้วนน้ำเปล่าตามหลังการใช้น้ำยาบ้วนปาก น้ำยาบ้วนปาก ช่วยทำให้ช่องปากของเราหอมสดชื่น แต่ไม่ได้ช่วยรักษาโรค และอาการผิดปกติต่าง ๆ ในช่องปากแต่อย่างใด ถ้ามีอาการเหงือกบวมอักเสบ ฟันผุ มีแผลในช่องปาก เหงือกร่น กระพุ้งแก้มลอก หรือปัญหาอื่น ๆ ควรจะไปพบหมอฟัน และควรจะพบหมอฟันเพื่อตรวจสุขภาพฟันทุก ๆ 6 เดือนค่ะ

การรักษาช่องปากให้ไม่มีกลิ่นทำได้ดังนี้

1.รักษาความสะอาดในช่องปากอย่างถูกวิธี นั่นคือการแปรงฟันอย่างสะอาด ทั่วทุกซี่ ใช้เวลาให้นานเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก็ก่อนนอน โดยใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วยทุกครั้ง

2.อย่าลืมแปรงทำความสะอาดลิ้นและริมฝีปากด้วยทุกครั้งที่แปรงฟัน

3.ถ้าหากจำเป็นต้องใช้น้ำยาบ้วนปาก ควรที่จะทำการเลือกชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สูตรอ่อนโยน และไม่ใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

4.กลิ่นปากยังเกิดได้จากอาการป่วยของโรคอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น โรคกรดไหลย้อน โรคในช่องปาก อาทิเช่น โรคปริทันต์ โรคเหงือก ฟันผุ อื่น ๆ อีกมากมาย ควรจะรักษาที่โรคเหล่านั้นซึ่งเป็นสาเหตุ กลิ่นปากนั้นก็จะหายไป

5.วิธีการตรวจว่ามีกลิ่นปากจริงหรือไม่นั้น ทำได้โดยการสังเกต จากคนที่อยู่รอบข้าง หรือเอาช้อนมาขูดลิ้นแล้วทิ้งเอาไว้ 5 วินาที หลังจากนั้นเอามาดม ถ้าเกิดพบว่ามีกลิ่นเหม็นแนะนำให้มาพบหมอฟันเพื่อตรวจหาปัญหาในช่องปาก

กลิ่นปากสามารถรักษาให้หายได้ถ้าเรารู้จักทำความสะอาดทุกวัน และการแปรงฟันก็เช่นเดียวกันอย่างน้อยต้องแปรงวันละ 2 ครั้งคือตอนเช้าแล้วก็ตอนเย็น ตอนเช้าแนะนำให้แปรงตอนกินอาหารเสร็จนะคะ เพราะถ้าเราแปลงก่อนอาหารเศษอาหารก็จะติดที่ฟันและก็ทำให้เกิดแบคทีเรียในช่องปากทางที่ดีตื่นตอนเช้าให้บ้วนแค่ปากและมาทานข้าวพอทานเข้าเสร็จแล้วค่อยไปแปรงฟันทำแบบนี้ทุกวันรับรองว่าคุณจะไม่มีกลิ่นปากแน่นอนค่ะ