กระพุ้งแก้มเปื่อย

กระพุ้งแก้มเปื่อย มีสาเหตุมาจากอะไร และรักษาอย่างไร

ปัญหาสุขภาพภายในช่องปากมีด้วยกันหลายอย่าง และการมีแผลภายในปากก็ใช่จะละเลยได้เสมอไป โดยเฉพาะแผลบริเวณกระพุ้งแก้ม เพราะหากปล่อยไว้จนเกิดการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มอาจทำให้กระพุ้งแก้มเปื่อยได้ จนทำให้แก้มบวมเป่ง อาจร้ายแรงถึงขั้นต้องรักษาโดยการผ่าตัด

สาเหตุของการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้ม มีอะไรบ้าง

  • มีแผลในปากการมีแผลในปากสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ และแม้แต่การเผลอกัดกระพุ้งแก้มจนกลายเป็นแผลก็เช่นเดียวกัน หากมีแผลแล้ว ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เรื้อรังเป็นเวลานาน เพราะอาจลุกลามจนเกิดการติดเชื้อและอักเสบบวมได้
  • เป็นร้อนในแผลร้อนในมักเริ่มจากการมีแผลหรือเป็นตุ่มแดงเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตรงบริเวณริมฝีปากส่วนใน กระพุ้งแก้มหรือบริเวณลิ้น จากนั้นก็จะกลายเป็นสีขาวๆ มีขอบสีแดงนูนบวมออกมา และหากแผลร้อนในเกิดการเรื้อรังก็ย่อมติดเชื้อและอักเสบได้ ที่สำคัญยังมีอาการเจ็บแสบหรือปวดอย่างมากอีกด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน สำหรับสาว ๆ ก่อนประจำเดือนจะมา หรือผู้หญิงตั้งครรภ์ก็มักพบว่ามีอาการร้อนในเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน และโดยปกติแล้ว อาการร้อนในที่เกิดขึ้นในบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มนั้นก็จะหายไปเองได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์

แต่ในบางคนอาจได้รับปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรังต่อได้ เช่น การนอนดึกบ่อย ๆ ความเครียด สูบบุหรี่ จนทำให้แผลร้อนในลุกลามอักเสบ ติดเชื้อและมีอาการบวมนูนขึ้นได้ในที่สุด

  • ปัญหาสุขภาพภายในช่องปากหากผู้ป่วยมีอาการฟันผุเรื้อรัง หรือเกิดการระคายเคืองจากฟันที่มีลักษณะแหลมคม โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาฟันแตก ฟันบิ่นหรือขอบฟันคมก็อาจทำให้เกิดการบาดเนื้อเยื่อภายในช่องปากได้
  • มีพฤติกรรมการกินในแบบผิด ๆการกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดอยู่บ่อย ๆ มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวบริเวณกระพุ้งแก้มขึ้นได้

เช่นเดียวกันหากได้รับความร้อนจากควันบุหรี่ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ก็ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดการระคายเคืองดังกล่าว หากยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็อาจจะทำให้เนื้อเยื่อมีการเปลี่ยนแปลงจนกลายมาเป็นเซลล์มะเร็งได้

  • โรคเบาหวานเพราะผู้ป่วยเบาหวานมักมีอาการติดเชื้อง่ายและเป็นแผลง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งอาการแผลภายในช่องปากก็มักพบในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานค่อนข้างบ่อย เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการปากแห้ง ลิ้นอักเสบ ติดเชื้อราภายในช่องปาก หากจัดฟันหรือใส่ฟันปลอมก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการมีแผลและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

กระพุ้งแก้มเปื่อย ต้องรักษายังไง

ปัจจัยเสี่ยงแผลร้อนในไม่หายสักที เป็นเหตุให้เกิดกระพุ้งแก้มเปื่อย

  • กระพุ้งแก้ม ลิ้น เสียดสีกับเหล็กดัดฟันหรือฟันปลอมบ่อยครั้ง
  • นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • กัดริมฝีปากหรือลิ้นของตนเองขณะเคี้ยวอาหาร
  • ขาดวิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะวิตามินบีและธาตุเหล็ก
  • เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดวิตามินและเกลือแร่
    มีประวัติคนในครอบครัวเป็นแผลร้อนใน
  • ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • มีปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด
  • แพ้สารบางชนิดในยาสีฟันหรือมีแผลจากการแปรงฟัน

วิธีรักษาแผลในปาก เพื่อไม่ให้เกิดกระพุ้งแก้มเปื่อย

  • ล้างปากโดยใช้น้ำเกลือและเบกกิ้งโซดา หรือใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม
  • ใช้เบกกิ้งโซดาทาบริเวณแผลในปาก
  • ประคบน้ำแข็งบริเวณที่เป็นแผลในปาก
  • รับประทานอาหารเสริมที่มีกรดโฟลิค วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และสังกะสี ในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  • แปรงฟันโดยใช้แปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม และใช้ยาสีฟันที่ไม่มีฟอง โดยต้องไม่ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียมลอริลซัลเฟต
  • ใช้สมุนไพรบำบัดและวิธีการรักษาทางธรรมชาติ เช่น ชาดอกคาโมมายล์ เอ็กไคนาเชีย มดยอบ และรากชะเอม เป็นต้น โดยศึกษาวิธีการ ปริมาณ และความปลอดภัยให้ดีก่อนเสมอ
  • ระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ โดยควรรับประทานอาหารอ่อนและอาหารที่มีสารโภชนาการครบถ้วน ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือมีรสเค็ม รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกขนมกรุบกรอบ อาหารและเครื่องดื่มที่มีกรดมาก และไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง
  • ใช้หลอดเมื่อต้องดื่มน้ำเย็น

บทสรุป

กระพุ้งแก้มเปื่อย เป็นโรคที่เกิดจากการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากไม่ดี และการมีแผลในช่องปาก โดยเฉพาะบริเวณกระพุ้งแก้ม เพราะหากดูแลไม่ดีหรือปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มทำให้กระพุ้งแก้มเปื่อยได้

กระพุ้งแก้มเป็นตุ่ม

กระพุ้งแก้มเป็นตุ่ม เกิดจากสาเหตุอะไร ไปดูกันเลย!!

หลาย ๆ คนคงมีปัญหาสุขภาพในช่องปาก โดยเฉพาะการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้ม ที่บางเคสเกิดขึ้นแล้วก็มีอาการที่รุนแรงถึงขั้นกระพุ้งแก้มบวมตุ่ย มีอาการอักเสบ และทำท่าว่าจะไม่ยุบตัวลงง่าย ๆ จนอาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แผลในปากเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยมักพบได้บ่อยในวัยรุ่น และมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แม้ว่าสาเหตุของการเกิดแผลในปากหรือแผลร้อนในจะยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจกระตุ้นให้เกิดแผลในปากได้

สาเหตุ กระพุ้งแก้มเป็นตุ่ม

  1. การบาดเจ็บที่ปาก ซึ่งอาจเกิดจากการแปรงฟันแรงเกินไป การกัดปากโดยไม่ได้ตั้งใจ การทำฟัน หรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  2. การใช้ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนประกอบของสารโซเดียมลอริลซัลเฟต
  3. การขาดวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามินบี 12 สังกะสี กรดโฟเลต และธาตุเหล็ก เป็นต้น
  4. การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น ไข่ ถั่ว ชีส ช็อกโกแลต กาแฟ อาหารที่มีรสชาติเผ็ด รวมถึงผลไม้ที่มีกรดมากอย่างสับปะรด สตรอเบอร์รี่ มะนาว และส้ม เป็นต้น
  5. การติดเชื้อไวรัส เชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียอย่างเชื้อเอชไพโลไร
  6. โรคหรือการเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคเบาหวาน ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โรคเอดส์ โรคเซลิแอคซึ่งเป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อกลูเตน และโรคเบเซ็ทซึ่งเป็นโรคที่เกิดการอักเสบขึ้นทั่วร่างกาย เป็นต้น
  7. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงที่มีประจำเดือน
  8. ตุ่มบริเวณกระพุ้งแก้ม อาจเกิดจากการมีเลือดคั่งอยู่ภายใต้เยื่อบุของ กระพุ้งแก้ม ซึ่งเกิดจากการมีอุบัติเหตุไปกัดโดนดังกล่าว หรืออาจเป็นแผลที่เกิดจากการกัดโดนและกำลังอยู่ในกระบวนการซ่อมแซมของแผล จึงทำให้คลำได้รู้สึกนูนและเจ็บได้ นอกจากนี้ อาจเกิดจากเป็นเนื้องอกชนิด irritation fibroma (focal fibrous hyperplasia หรือ epulis fissuratum) ซึ่งเป็นต่มเนื้อที่เกิดจากเยื่อบุในช่องปากถูกเสียดสีบ่อย ๆ เช่น จากฟันปลอมที่หลวม เหล็กจัดฟันที่ใส่ไม่พอดี มีฟันที่หักอยู่ หรือเป็นเนื้องอกชนิดอื่น ๆ เช่น Fordyce spot, fibroid epulis, granula cell tumor, squamous papilloma, hemangioma (เนื้องอกเส้นเลือด)
  9. หูดในช่องปาก เกิดจากการติดเชื้อ human papilloma virus ซึ่งติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ปาก โดยจะเห็นเป็นติ่งเนื้อนุ่ม ๆ สีชมพูหรือสีเนื้อ ผิวขรุขระ อาจพบจุดเดียวหรือหลายจุด แต่มักไม่มีอาการเจ็บหรือปวด
  10. เป็นซีสต์ อาจเป็น odontogenic cyst ชนิดต่าง ๆ เช่น radicular cyst, calcifying odontogenic cyst, dentigerous cyst, odontogenic keratocyst, gingival cyst เป็นต้น และซีสต์ชนิดอื่น ๆ เช่น dermoid cyst, palatine cyst nasolabial cyst เป็นต้น
  11. ก้อนมะเร็ง เช่น sqaumous cell carcinoma แต่พบได้น้อยมากในคนอายุน้อย และก้อนมะเร็งมักโตเร็ว และทำให้มีอาการปวดรุนแรง

แนะนำว่าหากยังคงคลำได้เป็นตุ่มก้อนนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจค่ะ

กระพุ้งแก้มเป็นตุ่ม รักษายังไง

ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดแผลในปาก

โดยทั่วไปแล้ว แผลในปากจะสามารถหายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์โดยไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม อาจบรรเทาอาการของแผลในปากได้ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

  1. ล้างปากโดยใช้น้ำเกลือและเบกกิ้งโซดา หรือใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม
  2. ใช้ยามิลค์ออฟแมกนีเซียบริเวณที่เกิดแผลในปาก
  3. ใช้เบกกิ้งโซดาทาบริเวณแผลในปาก
  4. ประคบน้ำแข็งบริเวณที่เป็นแผลในปาก
  5. ใช้ยาชาเฉพาะที่ที่หาซื้อได้ด้วยตนเองภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร อย่างยาไซโลเคน
  6. ระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ โดยควรรับประทานอาหารอ่อนและอาหารที่มีสารโภชนาการครบถ้วน ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือมีรสเค็ม รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกขนมกรุบกรอบ อาหารและเครื่องดื่มที่มีกรดมาก และไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง
  7. รับประทานอาหารเสริมที่มีกรดโฟลิค วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และสังกะสี ในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  8. ใช้หลอดเมื่อต้องดื่มน้ำเย็น
  9. นำถุงชาที่ชุ่มน้ำแปะตรงบริเวณที่เป็นแผล
  10. แปรงฟันโดยใช้แปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม และใช้ยาสีฟันที่ไม่มีฟอง โดยต้องไม่ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียมลอริลซัลเฟต
  11. ใช้สมุนไพรบำบัดและวิธีการรักษาทางธรรมชาติ เช่น ชาดอกคาโมมายล์ เอ็กไคนาเชีย มดยอบ และรากชะเอม เป็นต้น โดยศึกษาวิธีการ ปริมาณ และความปลอดภัยให้ดีก่อนเสมอ
กระพุ้งแก้ม

กระพุ้งแก้ม มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง ไปดูรายละเอียดกันเลย

ปัญหาสุขภาพในช่องปากไม่ได้มีแค่เรื่องเหงือกและก็ฟันเท่านั้น แต่ยังมีอาการร้อนในและแผลในปากที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และอาการเหล่านี้อาจจะทำให้ติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มได้ และบางคนมีอาการที่รุนแรงถึงขั้นอักเสบ และเหมือนจะเป็นแบบเรื้อรังจนต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

การติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มเกิดจากสาเหตุใด

1. แผลในปาก

การมีแผลในปากสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ และแม้แต่การเผลอกัดกระพุ้งแก้มจนกลายเป็นแผลก็เช่นเดียวกัน ถ้าเกิดมีแผลแล้ว ไม่ควรปล่อยทิ้งเอาไว้ให้เรื้อรังเป็นเวลานาน เนื่องจากบางทีอาจแพร่กระจายจนมีการติดเชื้อและก็อักเสบบวมได้

2. เป็นร้อนใน

แผลร้อนในมักเริ่มจากการมีแผลหรือเป็นตุ่มแดงเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตรงบริเวณริมฝีปากส่วนใน กระพุ้งแก้มหรือบริเวณลิ้น จากนั้นก็จะกลายเป็นสีขาว ๆ มีขอบสีแดงนูนบวมออกมา ซึ่งจะเป็นแผลที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๆ 3 มิลลิเมตร และถ้าแผลร้อนในมีการเรื้อรังก็ย่อมติดเชื้อและอักเสบได้ ที่สำคัญยังมีอาการเจ็บแสบหรือปวดเป็นอย่างมากอีกด้วย

3. ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง

สำหรับสาว ๆ ก่อนจะมีประจำเดือนมาหรือหญิงตั้งครรภ์ก็พบมากว่ามีอาการร้อนในเกิดขึ้นได้ด้วยเหมือนกัน และโดยปกติแล้ว อาการร้อนในที่เกิดขึ้นในบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มนั้นก็จะหายไปเองได้ภายในระยะเวลา 1-2 อาทิตย์ แต่ในบางคนอาจได้รับปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรังต่อได้ ตัวอย่างเช่น การนอนดึกบ่อย ๆ ความเครียด สูบบุหรี่ จนทำให้แผลร้อนในลุกลามอักเสบ ติดเชื้อและมีอาการบวมนูนขึ้นได้ในที่สุด

กระพุ้งแก้ม เกิดจากอะไร

4. ปัญหาด้านสุขภาพภายในช่องปาก

ถ้าผู้ป่วยมีอาการฟันผุเรื้อรัง หรือมีการระคายเคืองจากฟันที่มีลักษณะคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีปัญหาฟันแตก ฟันบิ่นหรือขอบฟันคมก็อาจจะทำให้เกิดการบาดเนื้อเยื่อข้างในโพรงปากได้ จนนำไปสู่เป็นแผลเรื้อรังเป็นเวลานานและแผลนั้นก็จะมีผลทำให้กลายมาเป็นเซลล์ของโรคมะเร็งที่มีลักษณะบวมเป่งขึ้นได้ในที่สุด

5. มีพฤติกรรมการกินในแบบผิด ๆ

การกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนมากอยู่บ่อย ๆ มักเป็นต้นเหตุที่กระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองผิวบริเวณกระพุ้งแก้มขึ้นได้ และเช่นเดียวกันแม้ได้รับความร้อนจากควันบุหรี่ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียให้มีการระคายเคืองดังกล่าว ถ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็อาจทำให้เนื้อเยื่อมีการเปลี่ยนแปลงจนถึงกลายมาเป็นเซลล์ของโรคมะเร็งได้ด้วย

6. โรคเบาหวาน

เพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานมักมีอาการติดเชื้อได้ง่ายอยู่แล้ว และอาการแผลในช่องปากพบมากในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีอาการปากแห้ง ลิ้นอักเสบ ติดเชื้อราภายในช่องปาก หากใส่ฟันปลอมก็เพิ่มโอกาสให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

7. การกินหมากพลู

ในหมากพลูจะมีสารก่อโรคมะเร็ง ซึ่งคนที่รับประทานหมากและก็อมหมากไว้ที่กระพุ้งแก้มบ่อย ๆ จะมีการระคายเคืองจากความแข็งของหมากที่เคี้ยว และอาจทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มมีการเปลี่ยนแปลงได้

8. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือที่รู้จักกันในชื่อว่าโรคเอดส์ มักจะตรวจพบว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติในโพรงปาก อีกทั้งการเป็นแผลในปากประเภทเรื้อรัง การมีเนื้องอกในโพรงปาก โรคปริทันต์ที่มีความร้ายแรงกว่าบุคคลอื่น ๆ หรือบางคนอาจมีอาการโรคมะเร็งในโพรงปากเกิดขึ้นด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภาวะติดเชื้อที่เกิดกับผู้ป่วยโรคเอดส์ก็จะหายได้ยาก เพราะว่ามีสภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องก็เลยทำให้ร่างกายยับยั้งเชื้อต่าง ๆ ได้ยากกว่าปกตินั่นเอง

อย่างไรก็ตามการรักษาการติดเชื้อที่กระพุ้งแก้มมีการรักษาที่แตกต่างกันในแต่ละเคส อย่างการรักษาอาการร้อนในหรือแผลในปากเราไม่สามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้ด้วยตนเองเราควรไปพบหมอเพื่อให้หมอดูอาการและรักษาตามอาการที่เราเป็น เพื่อให้ช่องปากของเราได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและหายเร็วในที่สุด หากเป็นจากโรคประจำตัว เช่นโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคเอดส์ ก็ต้องรักษาตามแนวของโรคเพราะบางโรคก็รักษายากกว่าจะหายก็ต้องใช้เวลานาน แต่อย่างไรก็ตามเราควรสำรวจความผิดปกติของร่างกายเราตลอดเพื่อจะได้รู้ทันโรคและรักษาได้ทันท่วงทีโดยไม่เป็นแบบเรื้อรังได้ค่ะ

กระพุ้งแก้มบวมเกิดจาก

กระพุ้งแก้มบวมเกิดจาก อะไร สาเหตุของแผลในปาก ที่ทำให้แก้มบวม

ใครที่มีอาการปวด กระพุ้งแก้มบวมเกิดจากเหงือกบวม อาจจะเกิดจากอาการระคายเคือง บวมแดง อักเสบที่เหงือก ซึ่งอาจเกิดได้จากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่รักษาสุขภาพฟันให้ดี ทำให้มีคราบพลัคจากแบคทีเรียและเศษอาหารก่อตัวขึ้นปกคลุมเนื้อฟัน เมื่อคราบก่อตัวเป็นเวลานานจะกลายเป็นหินปูนหนาที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ด้วยการแปรงฟันเพียงอย่างเดียว คราบที่สะสมเหล่านี้อาจทำให้เหงือกอักเสบและมีอาการบวมได้  นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เชื้อรา หรือเชื้อไวรัสบางชนิดได้

สาเหตุของแผลในปาก ที่ทำให้กระพุ้งแก้มบวม

ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดแผลในปากได้อย่างแน่ชัด แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดแผลในปากได้ ดังนี้

  • การระคายเคืองในช่องปากแผลในปากนั้นอาจเกิดจากการระคายเคืองในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟันแรงเกินไป การเสียดสีกับลวดจัดฟัน แผลจากอุบัติเหตุ แผลจากทันตกรรม กัดปากหรือกระพุ้งแก้ม การใช้ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่ผสมสารเพิ่มฟอง และอาการไวต่ออาหารบางชนิด อย่างถั่ว ไข่ ช็อกโกแลต กาแฟ หรืออาหารรสจัดและอาหารที่มีกรด
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนร่างกายการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์อาจส่งผลให้เกิดแผลในปากได้ เช่น การขาดสารอาหาร โดยเฉพาะธาตุเหล็ก สังกะสี กรดโฟลิค วิตามินบี 6 และ 12 การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในช่วงรอบเดือน พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น
  • เชื้อโรคในช่องปากเชื้อโรคในช่องปากและโรคจากการติดเชื้ออาจส่งผลให้เกิดแผลในปากได้ หรืออาจเกิดจากการแพ้เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อราภายในช่องปาก นอกจากนี้ การละเลยการดูแลช่องปากก็อาจเป็นสาเหตุของแผลในช่องปากได้
  • เกิดจากโรคและสุขภาวะแผลในปากอาจเป็นสัญญาณหรืออาการของโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคเซลิแอค(Celiac disease) หรือโรคแพ้กลูเตน โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคเบเซ็ท (Behcet’s disease) หรือโรคหลอดเลือดอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง โรคมะเร็งช่องปาก เป็นต้น

อาการของแผลในปาก กระพุ้งแก้มบวม

อาการของแผลในปาก กระพุ้งแก้มบวม

แผลในปากอาจเกิดขึ้นเพียงจุดเดียวหรือหลายจุดพร้อมกันได้จะรู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัส ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการแปรงฟันและการเคี้ยวอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารรสจัดหรือของร้อน

ลักษณะอาการของแผล

  • แผลขนาดเล็ก แผลในปากขนาดเล็กเป็นชนิดที่พบได้บ่อยมากที่สุด โดยแผลจะมีลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรีขนาดเล็ก สามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์
  • แผลขนาดใหญ่ แผลในปากขนาดใหญ่มักพบได้น้อย มีลักษณะเป็นวงกลมและวงรีขนาดใหญ่และลึกกว่าแผลขนาดเล็ก ขอบแผลชัดแต่เมื่อแผลมีขนาดใหญ่มากขอบของแผลอาจมีลักษณะที่เปลี่ยนไป เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บมากโดยอาจใช้เวลาราว 6 สัปดาห์ในการรักษาและอาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้

เบื้องต้นสามารถดูแลบรรเทาอาการได้ดังนี้

  • แปรงฟันให้สะอาดสม่ำเสมออย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ตามร่องฟันด้วย
  • ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก น้ำเปล่าจะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ซึ่งจะช่วยฆ่าแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุของอาการ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือการสูบบุหรี่
  • ใช้แผ่นประคบร้อนวางบนใบหน้าบริเวณที่เหงือกบวมและมีอาการปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดอาการบวม
  • หลีกเลี่ยงการทานของแข็ง เช่น อาหารประเภททอด เพราะอาจทิ่มแทงเยื่อบุช่องปากทำให้อักเสบมากขึ้นได้
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารเผ็ดร้อน เพื่อป้องกันแผลในช่องปากอักเสบเพิ่มขึ้น
  • ควรใช้น้ำเกลือบ้วนปาก วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้สะอาด
  • ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี และซีสูง
  • กรณีที่มีอาการปวด ให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ หรือดื่มน้ำเย็น ๆ
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการปวด บวมมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์ เพื่อตรวจและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนของแผลในปาก แผลกระพุ้งแก้ม ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เบื่ออาหาร เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis) การติดเชื้อในช่องปาก และโรคมะเร็งช่องปาก เป็นต้น นอกจากนี้ การสัมผัสกับแผลในปากอาจเป็นการกระจายเชื้อของโรคติดต่อ  ดังนั้นเมื่อท่านดูแลรักษาเองในเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ให้รับไปพบแพทย์เพื่อที่จะได้รักษาได้ทันท่วงที